มะขาม.com - Tamarind Blog
10
ก.พ.
โพสในหมวด เมนูอาหารที่ใช้มะขาม by Tamarind

เครื่องปรุงน้ำพริกตาแดง

สูตรทำขาย
สูตรแม่บ้าน
หอมแดง 1.5 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กระเทียม 2 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กะปิ 500 กรัม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 700 กรัม 3-4 ช้อนโต๊ะ
มะขามเปียก 1 กิโลกรัม 1/4 ถ้วยตวง
เกลือ 100 กรัม -
ปลาน้ำดอกไม้ (กุ้งแห้งป่น) 500 กรัม 2 ถ้วยตวง
พริกขี้หนูแห้ง 500 กรัม 1/4 ถ้วยตวง
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
คนอร์ 200 กรัม -

วิธีทำน้ำพริกตาแดง

  1. หอม กระเทียม พริกขี้หนูแห้ง คั่วให้หอม บดละเอียด
  2. ปลาน้ำดอกไม้ต้มให้สุก แกะเอาแต่เนื้อ ตวงให้ได้ 500 กรัม บดให้ละเอียด มะขามเปียกสับละเอียด
  3. ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ หรือน้ำปลา กะปิ
  4. นำส่วนผสมทั้งหมดลงผัดให้หอม ใช้ไฟอ่อน ผัดจนส่วนผสมเข้ากันดี ลักษณะเหนียวค่อนข้างแห้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง
  5. ใช้ขวดแก้ว กระปุก หรือพลาสติคแข็งทนความร้อน นำน้ำพริกบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว ในขณะที่ส่วนผสมยังร้อนอยู่ ปิดฝาให้สนิท คว่ำขวดลง 5 นาที กลับขึ้นลวกน้ำร้อนให้ขวด และฝา ด้วยน้ำร้อนจัด ทิ้งขวดให้แห้งสนิท

ถ้าเป็นกระปุกพลาสติคอ่อน ในกรณีบรรจุสำหรับขาย บรรจุน้ำพริกขณะร้อน แต่จะปิดฝาต่อเมื่อน้ำพริกเย็นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดไอน้ำเกาะด้านใน เพราะจะทำให้น้ำพริกเกิดเชื้อราได้

สูตรนี้ทำน้ำพริกได้ 6.5 กิโลกรัม

ขายในราคา 200 บาท/กิโลกรัม แล้วแต่ทำเล

* บรรจุลงขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ปิดฝาให้สนิท นำเข้าหม้ออัดความดัน ใช้ความดัน 10 ปอนด์/15 นาที เก็บได้ 3 เดือน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

การทำมะขามผงด้วยเครื่องทำแห้งแบบลูกกลิ้งคู่ ( Drum dryer )

ความน่าสนใจในการทำน้ำมะขามผง เราใช้น้ำมะขามเปียกทำอาหารไทยหลายประเภท เช่น แกงส้ม แกงมัสมั่น การเตรียมน้ำมะขาม เปียกต้องเสียเวลาพอควรเพื่อแช่ก้อนมะขามเปียกแล้วใช้มือบีบเพื่อคั้นเอาน้ำมะขามมาใช้ โดยที่ท่านอาจ ได้น้ำมะขามที่ไม่สะอาดเนื่องจากที่มีสิ่งสกปรกติดมากับก้อนมะขาม การทำมะขามผงที่มีการ ผ่านความร้อนก่อนมาเป็นผงจะมีความสะอาด และมีความสะดวกในการใช้มากกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้น้ำมะขามเปียกที่อยู่ในรูปผง สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปี สะดวกต่อการใช้ เพียงเติมน้ำ ให้มะขามผง คืนรูปเป็นน้ำมะขามเปียก และมะขามผงยังอาจเป็นสินค้าที่สามารถ ส่งออกไปจำหน่าย ยังต่างประเทศได้ด้วย

จุดเด่นของการทำแห้งด้วยเครื่องทำแห้งแบบลูกกลิ้งคู่

  1. น้ำสามารถระเหยออกจากอาหารได้รวดเร็ว เนื่องจากอาหารนั้นได้รับความร้อนโดยตรง ในขณะที่แนบติดอยู่กับผิวหน้าลูกกลิ้ง ซึ่งเครื่องอบแห้งบางชนิด จะใช้ไอร้อนหรือลมร้อนเป็นตัวกลางพาความร้อนเข้าสู่อาหารทำให้อาหารร้อนช้า
  2. เนื่องจากอาหารได้รับความร้อนเร็ว การระเหยน้ำออกจากอาหารจึงรวดเร็ว อาหารสามารถแห้งได้ภายใน 5 นาที แต่ถ้าอบแห้งด้วยตู้ลมร้อนธรรมดาจะใช้เวลาอบนาน 6-12 ชั่วโมง
  3. เนื่องจากอาหารสัมผัสอยู่กับความร้อน ในช่วงเวลาสั้น ๆ ด้วยเวลาไม่เกิน 5 นาที จึงทำให้คุณค่าทางอาหารถูกทำลายด้วยความร้อนไม่มาก

หลักการทำงานของเครื่องทำแห้งแบบลูกกลิ้งคู่

  1. ลูกกลิ้งได้รับความร้อนจากไอน้ำ ที่ป้อนเข้าไปภายในลูกกลิ้ง ความดันไอน้ำจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าอุณหภูมิของลูกกลิ้งมีค่าเท่าใด เช่น ที่ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ลูกกลิ้งจะมีอุณหภูมิ 120 ํซ
  2. ป้อนอาหารข้นเหลวลงระหว่างช่องว่างของลูกกลิ้งที่ขบเข้าหากัน เพื่อทำให้อาหารเกาะติดผิวลูกกลิ้ง หนา 1-2 มม.
  3. อาหารข้นเหลวจะแห้ง ในช่วงเวลาที่สั้นเพียง 1-5 นาที แล้วจะถูกขูดออกด้วยใบมีด

การพัฒนากระบวนการผลิตน้ำมะขามผงด้วยเครื่องทำแห้งแบบลูกกลิ้งคู่

เนื่องจากมะขามเปียกขณะแห้งจะเหนียวมากจะติดลูกกลิ้งไม่สามารถขูดออกได้ง่าย จึงต้องมีการ พัฒนากระบวนการผลิตใหม่ โดยการเติมสารแป้งดัดแปร (Modified Starch) บางชนิดลงไป ในน้ำมะขามเปียก เพื่อลดความเหนียวในขณะแห้งตัว ซึ่งการวิจัยที่ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมอาหาร ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ได้ทดลองใช้สารเติมดังกล่าวและ สามารถผลิตมะขามผง ได้แล้ว อย่างไรก็ตามการวิจัยจะได้ดำเนินการต่อไปอีก เพื่อปรับปรุง กลิ่น สี และรสชาติ ของมะขามเปียกคืนรูปให้มีคุณภาพให้ใกล้เคียงน้ำมะขามเปียกสดมากที่สุด


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

มะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เช่น ดินลูกรัง ดินดาน ดินเหนียว ดินทราย แต่ดินที่เหมาะสุดเห็นจะเป็นดินร่วนปนทราย มะขามเปรี้ยวยักษ์ให้ผลดก ติดฝักง่ายและให้ผลผลิตทุกปี ต้นไม่สูงมากนัก เป็นพุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ กิ่งขยายออกด้านข้าง มีฝักขนาดใหญ่ ให้ปริมาณเนื้อมากกว่ามะขามเปรี้ยวทั่วไป น้ำหนักฝักดิบประมาณ 5-7 ฝัก/กิโลกรัม สามารถให้ผลผลิตประมาณ 1 ตัน/ต้น ราคาจะขึ้นลงตามฤดูกาลและคุณภาพ เมื่อแกะเมล็ดออกหมดแล้วราคา  กก.ละ 15-25 บาท ถ้าเป็นแบบสดอยู่ที่ กก.ละ 5-10 บาท หากเป็นมะขามเปียกอยู่ที่กก.ละ 20-30 บาท และหากแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มจะได้ราคาสูงถึง กก.ละ 100 บาททีเดียว

สิ่งสำคัญที่สุดคือ มะขามเปรี้ยวสามารถนำไปแปรรูปเชิงอุตสาหกรรมได้อีกหลายอย่าง เช่น เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง สมุนไพรบำรุงผิว ไวน์ แยม ซอสมะขาม ลูกอม เยลลี่ เครื่องดื่ม ชามะขาม น้ำพริก มะขามเปียก หรือไม้มะขามก็สามารถทำเขียง ทำเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งของที่ระลึกประเภทต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ในขณะนี้ถือว่าตลาดมะขามเปรี้ยวถือว่ากว้างมากและยังมีตลาดต่างประเทศรองรับอีกด้วย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.

ชื่อของมะขามในภาษาไทยมีความหมายไปในทางดี กล่าวคือ คำว่า “ขาม” หมายถึง ความคร้ามเกรง หรือ “เกรงขาม” ชาวไทยในอดีตจึงนิยมปลูกต้นมะขามในบริเวณบ้าน เพื่อให้ศัตรูเกิดความเกรงขาม ไม่กล้าเข้ามาทำอันตราย (รวมทั้งป้องกันโจรผู้ร้ายด้วย) ดังบทกลอนในตำราปลูกต้นไม้ในบ้านกล่าวไว้ว่า “มะขามคุ้มไพรี ให้ปลูกไว้ปัจฉิมา” หมายความว่า มะขามคุ้มครองเจ้าของบ้านจากศัตรูได้ ให้ปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของตัวบ้าน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind

ตั้งแต่เกิดมาทุกคนจะถูกปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้ เยอะ ๆ ทั้งที่บางคนก็ไม่เคยรู้เลยว่า ในผัก ผลไม้ ที่กินเข้าไปนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร หรืออาจจะมีสารอะไรบ้างที่เป็นพิษต่อร่างกาย

ท่านผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า ผัก ผลไม้ บางชนิดที่เรากินเข้าไปทุกวัน มี “กรดออก  ซาลิก” อยู่หากเรากินเข้าไปในปริมาณ  มาก ๆ มันอาจจะไปจับกับแคลเซียม ทำให้เกิดนิ่วได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ในผักต่าง ๆ จะมีกรดออกซาลิกมาก โดยเฉพาะ ยอดผัก ใบ หรือต้นอ่อน

กรดออกซาลิก มีอยู่ในผักหลายชนิด  ได้แก่ ใบชะพลู ยอดพริกชี้ฟ้า ผักปลัง ผักโขม ผักชีฝรั่ง ผักกระเฉด หัวไชเท้า ใบโหระพา หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ผักกาด แครอท มันสำปะหลัง ดอกกะหล่ำ มะเขือ กระเทียม

ในผักบางชนิดนอกจากจะมีกรดออกซาลิกมากแล้ว จะมีแคลเซียมอยู่ในตัวมันเองเยอะด้วย ก็ยิ่งจะรวมตัวกัน และทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น

ส่วนผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก ได้แก่  สับปะรด กล้วยไข่ พุทรา

การกินผักและผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก มาก ๆ มันจะไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่น ๆ กลายเป็นผลึกออกซาเลต เช่น จับกับแคลเซียม ก็จะกลายเป็น แคลเซียมออกซาเลต จับกับโซเดียม ก็จะกลายเป็น โซเดียมออกซาเลต

กรดออกซาลิกจะชอบไปจับแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมออกซาเลตได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันคนชอบกินแคลเซียมเม็ด กรดออกซาลิกก็จะไปจับกับแคลเซียมที่กินเข้าไป หรือไปจับกับแคลเซียมในกระดูก ทำให้เกิดผลึกนิ่ว กระดูกงอก กระดูกย้อย พอกระดูกของคนเราถูกดึงแคลเซียมออกไป กระดูกก็จะพรุนง่าย ทำให้มีหินปูนงอกตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เอกซเรย์แล้วอาจจะเจอกระดูกงอกตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นก้อนนิ่วเลยก็ได้

ความจริงร่างกายสามารถขับกรดออกซาลิกออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องไต ไม่ควรกินเพราะร่างกายจะไม่สามารถขับกรดออกซาลิก ออกมาได้หรือขับออกมาได้น้อย ทำให้เกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้ คนที่กินแคลเซียมเม็ด ก็ไม่ควรกินผักที่มีกรดออกซาลิก หรือถ้ากินผักที่มีกรดออกซาลิก  ก็ไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้

ดังนั้นการกินผัก ผลไม้ ที่มีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัม หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม

อย่างไรก็ตามผัก และผลไม้ ที่กล่าวมา  แม้จะมีกรดออกซาลิก ที่อาจเป็นโทษต่อร่างกาย  แต่ประโยชน์ด้านอื่นก็มีเช่นกัน เช่น มีวิตามิน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือมีคลอโรฟิลล์เยอะ ซึ่งคลอโรฟิลล์จะช่วยนำสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ช่วยชะลอเซลล์ที่เสื่อมได้ หลักสำคัญในการกิน คือ กินอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะยอดผัก มีสีเขียวจัด กลิ่นฉุน กลิ่นแรง.


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.
โพสในหมวด มะัขามเพื่อสุขภาพ by Tamarind

     ในสังคมยุคปัจจุบัน ถึงแม้จะเป็นสังคมยุคใหม่ที่ทันสมัยและเจริญก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี แต่นั่นเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คนสมัยใหม่ละเลยสุขภาพร่างกายของตน มุ่งแต่จะทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ จนกลายเป็นโรคต่างๆมากมาย เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเครียด และเทคโนโลยีบางอย่างก็เป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องยนต์ที่ปล่อยก๊าซพิษสู่อากาศ หรือ โรงงานที่ปล่อยสารเคมีลงในน้ำ ซึ่งเมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษ ก็ส่งผลถึงสุขภาพร่างกายของมนุษย์เราด้วย ด้วยเหตุนี้คนไทยเราจึงเริ่มหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันมากขึ้น เห็นได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชาเขียว คอร์สลดน้ำหนัก รักษารูปร่าง หรือสถานบริการสปา ต่างก็ได้รับความนิยม สาเหตุก็เนื่องจากคนไทยเรามีความเชื่อว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์ หรือใช้บริการเหล่านั้น จะทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น บางคนก็โชคดีที่ทำแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่บางคนหลับโชคร้าย เพราะนอกจากไม่ได้ผลดีแล้วยังเกิดผลร้ายตามมา  ดังจะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ ว่ามีผู้บริโภคถูกหลอกให้ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพปลอม หรือ บริการที่ไม่ได้รับมาตราฐาน แต่กระนั้นเองก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ เกินจริง  เพราะอยากให้ตนมีสุขภาพดี

     หลายคนคงหลงลืมไปว่าการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่ออยากจะมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง ก็ควรจะเริ่มจากการดูแลสุขภาพจากภายใน คือ การใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ทานอาหารที่มีคุณค่าครบห้าหมู่ ให้ไขมันต่ำ เช่น ผัก ผลไม้ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนในสมัยนี้ ปู่ย่าตายายของเราก็ใช้วิธีง่ายๆเหล่านี้เพื่อการมีสุขภาพดี เพราะพวกเขารับประทานอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์มากต่อสุขภาพ และทำงานที่มีการออกแรง หรือทำงานบ้านด้วยตนเอง ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนสมัยนี้ เมื่อพวกเขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากันด้วยพืชสมุนไพรธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่าสมัยก่อนต่างจากสมัยนี้โดยสิ้นเชิง คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะคิดว่าการมีสุขภาพดีเป็นเรื่องของการดูแลจากภายนอก และมีค่านิยมความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมากมาย จนทำให้มีโรคแปลกๆเกิดขึ้นใหม่มากมาย และคร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมหาศาล

     หนึ่งในวิธีที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีได้ง่ายที่สุดก็ คือ การรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะวิตามินซีจากผลไม้เป็นสารอาหารที่หาได้ง่ายๆจากธรรมชาติ มีคุณประโยชน์มากมาย และที่สำคัญราคาไม่แพงถ้าเทียบกับวิตามินซีสังเคราะห์ หรืออาหารเสริมสังเคราะห์อื่นๆ

     วิตามินซี จัดเป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า กรดแอสคอร์บิค (ascorbic acid) พบได้ในผักผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะที่มีรสเปรี้ยว เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง มะขาม มะม่วง สตอร์เบอรี่ วิตามินซีมีสรรพคุณเลื่องลือด้านการรักษาโรคหวัด และวิตามินซีมีหน้าที่ในร่างกาย คือ สร้างสารคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เส้นผม ฟัน เหงือก และกระดูกแข็งแรง และรักษาบาดแผล และแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก วิตามินซียังช่วยสร้างสื่อประสาทที่ชื่อว่า นอร์อะดีนาลีน (noradrenaline) ซึ่งควบคุมการไหลเวียนของโลหิต และสารซีโรโทนิน (serotonin) ซึ่งช่วยให้นอนหลับ ถ้าขาดวิตามินซีร่างกายอาจอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และติดเชื้อได้ง่าย ถ้าขาดรุนแรงจะทำให้เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน (scurvy) โรคนี้พบเป็นครั้งแรกเมื่อหลายศตวรรษมาแล้ว เป็นกันมากในหมู่ชาวเรือสมัยก่อนที่ต้องเดินทางรอนแรมกลางทะเล ไม่มีโอกาสกินผักหรือผลไม้สดเลย ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการ เหงือกอักเสบ ฟันหลุด เป็นแผลแล้วหายยาก กระดูกอ่อน และรู้สึกสับสน แม้ว่าสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบวิตามินซี แต่ราชนาวีอังกฤษก็หาทางป้องกันโรคนี้ได้สำเร็จ โดยการแจกจ่ายมะนาวแก่ทหารเรือ

     ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างวิตามินซีจากกลูโคสได้เหมือนกับสัตว์ส่วนใหญ่ จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากอาหารเป็นประจำ วิตามินซีเป็นวิตามินที่ถูกทำลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสอากาศ เพราะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน หรือถูกแสง หรือผ่านความร้อน

     โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินซีวันละ 60 มิลลิกรัม ซึ่งจะได้จากการรับประทานส้มขนาดกลาง 2 ผล หรือฝรั่ง 4-5 ชิ้น ส่วนคนสูบบุหรี่ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนไม่สูบ คือวันละ 80 มิลลิกรัมขึ้นไป วิตามินซียังช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช (iron-haem iron) ไปใช้ได้ดีขึ้น จึงเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่กินมังสวิรัติ หรือคนที่กินเนื้อสัตว์น้อย ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารจากพืชที่ให้ธาตุเหล็ก ควรมีผลไม้หรือน้ำผลไม้ในมื้ออาหารนั้นด้วย

     ผลไม้ที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เวลาพูดถึงผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ก็คงจะหนีไม่พ้น ผลไม้ตระกูลส้ม ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นที่น่าทึ่งที่ส้มขนาดกลางๆสัก 2 ผล ก็ให้วิตามินซีเพียงพอที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส้มมีวิตามินซีที่ช่วยผลิตสารคอลลาเจนซึ่งเป็นสารบำรุงสุขภาพผิวพรรณ และรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ทั้งยังเป็นสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงขจัดยับยั้งการก่อตัวของมะเร็งบางชนิดได้ นอกจากวิตามินซีแล้ว ส้มยังมีเบตาแคโรทีน วิตามินบี 1 โฟเลต และธาตุโพแทสเซียมอีกด้วย  ส้มยังมีคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆอีกมาก เยื่อบางๆระกว่างกลีบส้มมีสารเพ็กทินซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายในน้ำ  สารเพ็กทินปริมาณสูงๆช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้นหากเราต้องการได้รับประโยชน์สูงสุด ก็ควรกินส้มทั้งลูกดีกว่านำไปคั้น

     เราอาจได้ยินชื่อเสียงของมะขาม ว่าเป็นผลไม้ที่มีรสทั้งหวาน และเปรี้ยว หรืออาจมีสามรส แต่ใครหลายคนคงไม่รู้ว่ามะขามนั้นก็มีวิตามินซีในปริมาณพอสมควรเช่นเดียวกัน กับผลไม้หลายๆชนิด เราอาจทำอาหารพื้นบ้านง่ายๆเช่น ใบมะขามอ่อนต้มโคล้ง ซึ่งเตรียมง่าย เรียกน้ำย่อยได้ทุกครั้งที่ขึ้นโต๊ะอาหาร ฝักมะขามอ่อนใช้ จิ้มกะปิเปรี้ยวลิ้น หรือนำมาตำกับกะปิหอมแดงพริกขี้หนูแต่งรสตามชอบใจ ก็จะได้น้ำพริกมะขามเป็นอาหารคาวซึ่งให้วิตามินซีพอประมาณ ส่วนมะขามเปียก หรือเนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด  แกะเอาแต่เนื้อโรยเกลือคลุกเคล้า ใส่ภาชนะปิดสนิท ก็สามารถนำมาแต่งรสเปรี้ยวให้อาหารได้หลายชนิด หรือนำมาละลายน้ำ แต่งรสด้วยน้ำตาลกับเกลือ เติมน้ำแข็ง ก็จะได้เครื่องดื่มเปรี้ยวจี๊ด จิบแล้วแจ่มใส ช่วยระบายท้องอ่อนๆอีกด้วย และกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาริก และกรดซิตริก ในเนื้อมะขามมีฤทธิ์ระบายและลดความร้อนของร่างกาย นอกจากนี้เมล็ด ราก และเปลือกมะขามยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เรียกว่าใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนเลยทีเดียว

     ส่วนผลไม้อีกชนิดที่มีวิตามินซีสูงไม่แพ้กัน ก็คือ มะนาว มะนาวนิยมปลูกมั่วไปในประเทศไทย เพราะเป็นเครื่องปรุงรสคู่อาหารไทยมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานโปรด อย่างต้มยำกุ้ง อาหารยำทุกชนิด หรือน้ำพริกส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าคนที่ชอบทานอาหารไทยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการขาดวิตามินซี คุณสมบัติของมะนาวก็คล้ายกับผลไม้ตระกูลส้มคือมีสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิดได้  น้ำมะนาวคั้นสดๆ 1 แก้วเล็ก ให้พลังงานเพียง 9 กิโลแคลอรี แต่มี วิตามินซีสูงมาก นอกจากรับประทานแก้เลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังช่วยป้องกันการเป็นหวัด ขับเสมหะ และแก้ไอเจ็บคอได้อีกด้วย หากบีบมะนาวใส่ผลไม้บางชนิด เช่น มะละกอ และสับปะรด ก็จะทำให้มีรสอร่อยขึ้น น้ำมะนาวยังใช้หมักเนื้อทำให้เนื้อนุ่ม และอาหารที่ปรุงรสด้วยมะนาวนั้นแทบไม่ต้องใส่เกลือ จึงเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงหรือ โรคไต ซึ่งต้องกินอาหารที่มีเกลือโซเดียมต่ำ

     ฝรั่ง ซึ่งเป็นเหมาะอาหารลดน้ำหนักในหมู่สาวๆ เพราะนอกจากมีวิตามินซีสูงแล้ว ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและใยอาหารด้วย มีรสหวานอมเปรี้ยว กรอบและฉ่ำน้ำ เมล็ดแข็งๆใจกลางผลฝรั่งนั้น มักไม่กินกัน ทั้งๆที่กินได้ และยังมีวิตามินซีมากพอๆกับเนื้อฝรั่ง ในปริมาณน้ำหนักที่เท่ากัน ฝรั่งมีวิตามินซีเป็น 4 เท่าของส้มจีน หรือส้มเกลี้ยง หรือ 8 เท่าของส้มเขียวหวาน ฝรั่งสดขนาด 100 กรัม ให้วิตามินซีเกินกว่า 2 เท่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส่วนฝรั่งบรรจุกระป๋องแม้ว่าจะสูญเสียวิตามินซีเกือบร้อยละ 25 แต่ก็ยังถือว่ามีวิตามินซีอยู่สูงมาก น้ำฝรั่งคั้นสด 1 แก้วจะให้วิตามินซีในปริมาณที่ร่างกายคนเราควรได้รับในแต่ละวัน

     และหากพูดถึงมะละกอ หลายๆคนก็จะจัดมันอยู่ในหมู่อาหารลดน้ำหนัก มะละกอสามารถนำมาเป็นอาหารทั้งสุกและดิบ มะละกอดิบนำมาทำส้มตำ หรือสลัดรสแซบแบบไทยๆที่มีรสชาติ และคุณค่าเพิ่มขึ้นจาการเติมกุ้งแห้ง ถั่วลิสง และผักอื่นๆ คนไทยยังใช้มะละกอดิบทำแกงส้ม ผัดไข่ ต้มจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงต่างๆ มะละกอดิบยังแช่อิ่มหรือตากแห้งเก็บไว้กินเล่นได้ คุณค่าของมะละกอจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อรอจนสุก เป็นผลไม้ที่น่ากิน รสหวาน เนื้อนุ่ม ให้คุณค่าของแคโรทีนและวิตามินซีสูง มะละกอจำนวน 10 ชิ้นขนาดพอดีคำ (เท่ากับผลไม้ 1 ส่วน) จะให้วิตามินซีในปริมาณเกินกว่าที่ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการในแต่ละวัน แถมให้แคลเซียมและเหล็กอีกด้วย

     อาจเคยได้ยินตำรับยากลางบ้านกล่าวว่าเนื้อสับปะรดหวานช่ำนั้นมีฤทธิ์ในการรักษาโรคนานาชนิด  คำกล่าวนี้ดูจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม สับปะรดไม่ได้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากขนาดนั้น สับปะรด 1 ซีก (ปริมาณ 100 กรัม) ) จะให้วิตามินซีในปริมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน และให้พลังงานประมาณ 50  กิโลแคลอรี ในสมัยก่อนชาวบ้านใช้น้ำสับปะรดกลั้วคอ เพื่อแก้อาการเจ็บคอ และเชื่อกันมานานแล้วว่าการกินสับปะรดจะช่วยบรรเทาอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น เยื่อเมือกอักเสบ ข้ออักเสบ หลอดลมอักเสบ และอาการไม่ย่อย ซึ่งก็ได้มีการวิจัยในกรณีนี้ พบว่าสับปะรดมี เอนไซม์โบรเมอเลน อาจช่วยสลายลิ่มเลือดและมีประโยชน์ในการรักษาโรคหัวใจ

     มะม่วง มีทั้งวิตามินซีและเบตาแคโรทีนสูง ขณะยังดิบมะม่วง จะเปรี้ยวและอุดมไปด้วยวิตามินซีและใยอาหาร แต่มะม่วงสุกจะมีเบตาแคโรทีนสูง ซึ่งร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ รวมทั้งมีน้ำตาลสูงด้วย  คนไทยทานมะม่วงทั้งดิบและสุก มะม่วงดิบนำมาทำอาหารได้กลายอย่าง เช่น ยำมะม่วง มะม่วงน้ำปลาหวาน น้ำพริกมะม่วง ส้มตำมะม่วง สำหรับมะม่วงสุกกินกับข้าวเหนียวมูน ส่วนยอดมะม่วงกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ได้คุณค่าของวิตามืนซีและฟอสฟอรัส

     ผลไม้เมืองหนาวตระกูลหนึ่งที่มีวิตามินซีสูง และรสชาติอร่อย คือ ลูกเบอรี่ เบอรี่ (berry) เป็นคำเรียกผลไม้ลูกเล็กๆที่มีเนื้อมาก และฉ่ำน้ำ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดเนื้อนุ่ม เช่น สตอร์เบอรี่ และ ราสเบอรี่ และชนิดเนื้อแข็งแน่น เช่น เคอรแรนด์ และ แครนเบอรี่  ผลไม้จำพวกเบอรี่มีวิตามินซีที่เสริมสร้างระบบคุ้มกันของร่างกายในปริมาณต่างๆกัน ลูกเบอรี่สดให้พลังงานน้อย ส่วนเบอรี่กระป๋องอาจมีน้ำตาลมากเป็นพิเศษ และให้พลังงานสูงกว่า

     สตอร์เบอรี่ (strawberry) วิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาลูกเบอรี่ทั้งหมด และสูงกว่าผลไม้อื่นแทบทุกชนิด ทั้งยังให้พลังงานต่ำ คือ 19  กิโลแคลอรี ต่อ 100 กรัม สตอร์เบอรี่นิยมรับประทานกับของหวาน เช่น เค้ก หรือ ไอศกรีม แต่ถ้าจะให้ดี ทานเปล่าก็อร่อยแถมไม่ทำให้อ้วนด้วย หรือ จะ นำไปปั่นเป็นน้ำสตอร์เบอรี่ก็รสชาติชื่นใจไปอีแบบ  นอกจากนี้ตำรายาแผนโบราณใช้สตอร์เบอรี่เป็นยาชำระล้างระบบย่อยอาหารมาช้านาน

     บลูเบอรี่ (blueberry) ลูกสดมีรสหวาน กินดิบๆได้ ไม่เหมือนเบอรี่ชนิดอื่นๆที่มีรสเปรี้ยวมากต้องนำมาเชื่อมน้ำตาล บลูเบอรี่มีวิตามินซีมากพอสมควร คือ 100 กรัม จะให้วิตามินซีประมาณ 10 มิลลิกรัม บลูเบอรี่ตากแห้งใช้รักษาท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้ นอกจากนี้มีการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้พบว่า บลูเบอรี่อาจป้องกันการเสื่อมของสายตา การเกิดต้อหิน ต้อกระจกและโรคตาอื่นๆด้วย

     แบล็กเบอรี่ (blackberry) มีวิตามินซีมากพอที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย น้ำแบล็กเบอรี่สด เป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะมีคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน ตำราสมุนไพรแนะนำว่าใบแบล็กเบอรี่นำมาชงดื่มรักษาอาการท้องร่วง และบรรเทาอาการคัดจมูกได้

     ราสเบอรี่ (raspberry) เป็นแหล่งของวิตามินซีที่ช่วยรักษาผิวหนัง กระดูกและฟัน ให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีโฟเลต และใยอาหาร นักธรรมชาติบำบัดใช้น้ำราสเบอรี่ชำระล้างพิษในระบบทางเดินอาหาร และเป็นยาลดไข้ น้ำส้มสายชูที่ทำจากราสเบอรี่ยังใช้กลั้วคอ แก้เจ็บคอ และนำไปปรุงเป็นยาน้ำแก้ไอได้อีกด้วย

     ผลไม้อีกจำพวกหนึ่งที่ให้วิตามินซี และเบตาแคโรทีนสูง คือ มะปราง และมะไฟ โดยมะปรางสุกมีวิตามินซีสูง  เนื้อมะปราง 100 กรัม ให้วิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันเละช่วยบำรุงสายตา และผิวหนัง ตำรายาพื้นบ้านแนะนำให้ใช้รากมะปรางแก้ถอนพิษไข้ได้ทั้งปวงมะเฟืองมีวิตามินซีพอสมควร ผลอ่อน ใช้แต่งรสเปรี้ยว ทำผักแนมได้รสชาติอร่อยลิ้น กลิ่นหอมชื่นใจ ในต่างประเทศยังนิยมนำไปทำ แยม เยลลี หรือผสมในสลัด และน้ำคั้นจากผลมะเฟืองผสมในเครื่องดื่ม ยังมีสรรพคุณ เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน แต่ขณะเดียวกันมะยมซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดกลับมีวิตามินซีอยู่เพียงเล็กน้อย อาจกล่าวได้ว่าผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่ได้หมายความว่าจะมีวิตามินซีสูงเสมอไป แต่หากเด็ดยอดมะยมมาทำผักจิ้มน้ำพริกกลับได้วิตามินสูงกว่าถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

     มีผลไม้อีกหลายชนิดที่มีวิตามินซีอยู่บ้าง ไม่มากนัก เช่น ลิ้นจี่ ลูกแพร์ องุ่น โดยลูกแพร์ 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีอยู่ประมาณ 3.1 มิลลิกรัม และองุ่น100 กรัม (ประมาณ 20 ลูกขนาดกลาง) มีปริมาณวิตามินซีอยู่ 4-5  มิลลิกรัม ซึ่งผลไม้เหล่านี้มักมีน้ำตาลอยู่ปริมาณสูง อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าวิตามินซีมีอยู่ในผลไม้แทบทุกชนิดเลยทีเดียว แม้ในผลไม้ที่มีน้ำตาลปริมาณสูงก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นหากรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรระวังอย่ารับประทานมากจนเกินไป

     อาหารทุกชนิดหากมีทั้งคุณและโทษ วิตามินซีก็เช่นกัน หากได้รับวิตามินซีเกินขนาดมากๆติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน นอนไม่หลับ เป็นนิ่วในไตได้ ฉะนั้นก็ควรระมัดระวังด้วย

     จากวิตามินซีในผลไม้ตัวอย่างข้างต้น จะพบว่าวิตามินซีธรรมชาติที่ได้จากผลไม้นั้นมีคุณประโยชน์มากมายนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายของเราให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค และยังเป็นสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ

     วิตามินซีธรรมชาติที่ได้จากผลไม้ยังสามารถรักษาโรคต่างๆที่เกิดขึ้นให้หายได้อีกด้วย  รวมทั้งในผลไม้แต่ละชนิดที่มีวิตามินซีนั้น ก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินชนิดต่างๆ แร่ธาตุสารอาหารอื่นๆ และเส้นใยอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารและขับถ่าย ทำให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบอื่นๆด้วย และผลไม้เหล่านั้นยังมีประโยชน์ในด้านต่างๆอีกมากมายนอกจากใช้รับประทานเป็นอาหาร ฉะนั้นการรับประทานหรือนำวิตามินซีธรรมชาติที่ได้จากผลไม้มาใช้ในรูปต่างๆดังที่กล่าวไปในรายละเอียดของผลไม้แต่ละชนิดนั้น จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และมีประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับวิตามินซีที่ได้จากการสังเคราะห์  ซึ่งไม่มีกากอาหาร และไม่ได้รับไม่มีสารอาหารที่ประโยชน์อื่นร่วมด้วย

     เมื่อทราบถึงสุขภาพดีที่มีง่ายๆ ด้วยวิตามินซีธรรมชาติจากผลไม้แล้ว และนำไปปฏิบัติ เพียงเท่านี้รับรองว่าคุณจะมีรู้จักคำว่าสุขภาพดีอย่างแท้จริง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขทั้งกายและใจในสังคมยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.
โพสในหมวด เมนูอาหารที่ใช้มะขาม by Tamarind

แนะนำเมนูแกงส้มผักรวมมิตร

แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้าน มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน นิดหน่อย เนื้อสัตว์ที่นำมาแกงส้ม มีปลาช่อน ปลาดุก ปลากุเลา ปลาเก๋า ปลาหมอไทย ปลาหมอเทศ กุ้งชีแฮ้ กุ้งนาง กุ้งก้ามกราม หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยลาย ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์อะไรก็ใช้เนื้อหมูแทนก็ได้

สำหรับผักที่เก็บมาแกงส้มได้ มีผักกาดขาว หัวแครอท เห็ด ลูกมะตาด ลูกแตงโมอ่อน เปลือกแตงโม หน่อไม้สดหรือหน่อไม้ต้ม หน่อไม้ดอง มะละกอดิบ (แกงส้มมะละกอกับกุ้ง) ดอกหอม กะหล่ำปลีดอก กะหล่ำปลีใบ กะหล่ำปลีปม ยอดมะพร้าวอ่อน ไส้อ่อนกล้วย หัวปลี ฟักเขียว ถั่วฝักยาวถั่วแขก ถั่วลันเตา ถั่วพู ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน ผักกระเฉด สายบัว ลูกฟักข้าว ดอกขจร ดอกแค ดอกโสน ฟักทอง มะรุม ใบกระเจี๊ยบ ฝักข้าวโพดอ่อน ฝักกระเจี๊ยบอ่อน แตงกวา แตงร้าน บร็อคโคลี่ และอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ผักหนามดอง ผักกาดเขียวดอง ยอดฟักทอง

การปรุงแกงส้มยากกว่าแกงเผ็ด เพราะมีสามรส จะต้องปรุงให้มีรสออกเปรี้ยวเค็มหวาน กลมกล่อมไม่เปรี้ยวจนเกินไป หรือเค็มขึ้นหน้า จะต้องมีเปรี้ยวขึ้นหน้า นำเค็มกับหวานตาม ผักบางอย่างไม่ต้องการเคี่ยวให้สุกมาก เช่น ผักกระเฉด ลวกด้วยน้ำแกงส้มร้อน ๆ ผักจะกรอบดี ไม่เหนียว ปรุงน้ำแกงให้ได้รสอร่อยเวลารับประทานตั้งน้ำแกงให้เดือด จึงใส่ผักกระเฉด กะพอสุกทยอย รับประทานเป็นถ้วย ถ้าผักกระเฉดสุกมากเกินไป จะเหนียวไม่น่ารับประทาน

สำหรับผักบางอย่างเคี่ยวให้สุก หรือเป็นแกงส้มค้างคืน จะอร่อยกว่าแกงเสร็จก็ รับประทานเลย เช่น พวกแกงส้มมะละกอ แกงส้มหัวผักกาด แกงส้มหน่อไม้ แกงส้มฟักแฟง การทิ้งไว้ค้างคืนจะทำให้มีรสอร่อย ถ้าเป็นแกงส้มพวกใบไม้ ควรแกงรับประทานทันที ไม่ควรค้างคืน

เครื่องปรุงน้ำพริกแกงส้ม

  1. แกงส้มธรรมดา พริกแห้ง 5 เม็ด หัวหอม 5 หัว กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ
  2. แกงส้มใส่เนื้อสัตว์ที่มีคาว พริกแห้ง 7 เม็ด หัวหอม 7 หัว กระเทียม 5 กลีบ ข่า 3 แว่น กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ
  3. แกงส้มแบบแกงเหลือง พริกขี้หนูแห้ง 20 เม็ด หัวหอม 7 หัว หัวกระเทียม 15 กลีบ ขมิ้นสด 1 ท่อน ยาว 3 ซม. ถ้าเป็นขมิ้นผง 1 ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา กะปิ ½ ช้อนชา ข้าวสาร 1 ช้อนชา
  4. แกงส้มพริกขี้หนูสด พริกขี้หนูสด 20 เม็ด หัวหอม 5 หัว กระเทียม 5 กลีบ กะปิ ½ ช้อนโต๊ะ

คำแนำนำในการทำแกงส้ม

เนื้อสัตว์ที่ใช้กุ้งชีแฮ้ กุ้งนาง หรือกุ้งก้ามกราม ปลาช่อนสด รสเปรี้ยวที่ใส่ในแกงส้ม มีน้ำส้มมะขาม ใช้ได้ทั้งน้ำส้มมะขามเปียก น้ำส้มมะขามสด มะดัน น้ำมะกรูด น้ำมะนาว

แกงส้มบางอย่างใช้ทั้งน้ำส้มมะขาม และน้ำมะนาว เพื่อให้มีรสเปรี้ยวนำ มีรสเหมือนต้มยำเพื่อให้แซบ

แกงส้มที่อร่อย นอกจากรสกลมกล่อม เปรี้ยวนำเค็มหวานตามแล้ว เนื้อปลากุ้งหรือหอย จะต้องสดไม่เหม็นคาว ต้องใส่เนื้อปลา กุ้งหรือหอยในขณะที่น้ำแกงเดือด ปรุงรสน้ำส้มมะขาม น้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย ชิมให้ได้รสตามต้องการจึงใส่ผักแล้วยกขึ้น

สำหรับแกงส้ม ฟัก แฟง มะละกอ ยอดอ่อนฟักทอง จะต้องใส่ผักให้สุกก่อน จึงใส่น้ำส้มมะขาม น้ำปลา น้ำตาลปรุงรส เคี่ยวให้ผักสุกจึงยกขึ้นเวลาแกงส้มไม่ควรใส่น้ำมาก ต้องกะเผื่อสำหรับน้ำส้มมะขามด้วย ถ้ามีน้ำมากเกินไปจะทำให้รสแกงไม่เข้ม อ่อนเปรี้ยว อ่อนเค็ม ทำให้ไม่น่ารับประทาน แต่ไม่ควรรสจัดมาก จะหมดความอร่อยควรกะพอน้ำแกงท่วมผัก กุ้งและปลา ถ้าแกงส้มผักกาดดอง ผักหนามดอง หน่อไม้ดอง จะต้องลดความเปรี้ยวลง เช่น ใส่น้ำส้มมะขามเพียง 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 2 ช้อนโต๊ะก็พอ

พวกผักในแกงส้ม เมื่อสุกแล้วจะเก็บรสความเปรี้ยว ความเค็ม หวาน ไว้ในเนื้อผัก ด้วยเหตุนี้เมื่อทิ้งแกงส้มสักระยะหนึ่ง น้ำแกงส้มจะมีรสอ่อนทันที เพราะฉะนั้นเวลาปรุงน้ำแกงส้มจะต้องมีรสจัดเพิ่มเล็กน้อย เพื่อให้รสแกงที่กำลังอร่อย

แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้านที่ทำได้ง่ายกว่าแกงอย่างอื่น มีราคาถูก ใช้ผักได้ทุกชนิด ถ้ามีเนื้อเค็มแดดเดียว ปลาเค็มแดดเดียว หมูทอด ไก่ทอด ปลาทอด ไข่เค็ม ไข่ฟูหมูสับ ไข่ทอด หอยทอด แกล้มกับแกงส้ม จะรู้สึกว่าเป็นอาหารที่อร่อยวิเศษสุด และเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะกับประเทศไทยและคนไทย

เครื่องปรุงแกงส้มผักรวมมิตร

  1. ปลาช่อน 1 ตัว ขอดเกล็ด เฉือนท้องควักไส้ออก หั่นขวางลำตัวเป็นชิ้นบาง ๆ เหลือหางไว้ต้มเพื่อเอาเนื้อปลาโขลกกับน้ำพริกแกงส้ม
  2. ผักกาดขาวหั่น 1 ถ้วยตวง
  3. กะหล่ำปลี 1 ถ้วยตวง
  4. ถั่วฝักยาวหั่น 1 ถ้วยตวง
  5. ฟักขาวปอกเปลือกหั่นเป็น ชิ้นสี่เหลี่ยม 1 ถ้วยตวง
  6. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำส้มมะขามเปียก 5 ช้อนโต๊ะ

น้ำพริกแกงส้ม

  1. พริกแห้ง 7 เม็ด
  2. หอมหัวแดง 7 หัว
  3. กระเทียม 3 หัว
  4. ข่า 5 แว่น
  5. กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
  6. เกลือ 1 ช้อนชา
  7. โขลกให้ละเอียดใส่เนื้อปลาที่ต้ม และโขลกรวมกันอีกครั้ง

วิธีทำแกงส้มผักรวมมิตร

  1. ละลายน้ำพริกในน้ำที่ต้มปลาตั้งไฟ ใส่น้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มมะขามเปียก
  2. ยกหม้อตั้งไฟให้เดือดใส่ผักทีละอย่าง พอผักสุกใส่ชิ้นปลา จนปลาสุก
  3. ชิมรสเปรี้ยวเค็ม หวานเล็กน้อย

แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้าน มีราคาถูก ถ้าไม่มีปลาใช้กุ้งแทน ใช้ผักกะเฉด ผักบุ้ง แฟง ฟักแทนได้อาจใช้ผักหลายอย่างรวมกันหรือใช้ผักอย่างหนึ่งอย่างใด แกงหม้อใหญ่รับประทานได้หลายมื้อ ยิ่งค้างคืนยิ่งอร่อย แต่วิตามินซี และวิตามินเอ จะลดน้อยลงไปเรื่อย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
7
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามกับการละเล่น by Tamarind

ผู้เล่นมีจำนวน 2 คนขึ้นไป ผู้เล่นแต่ละคนมีเม็ดหิน หรือเม็ดมะขามเรียกว่า “หมาก” คนละ 5 เม็ด เมื่อเริ่มเล่น ผู้เล่นทุกคนต้อง “ขึ้นร้าน” ก่อน โดยการถือหมากไว้ในมือ จากนั้น ก็โยนขึ้นและรับด้วยหลังมือ ผู้เล่นคนใดสามารถรับได้มากที่สุด จะได้เล่นเป็นคนแรก หมากหนึ่ง โยนหมากขึ้น 1 เม็ด ขณะเดียวกันก็เก็บหมากบนพื้น 1 เม็ด และเก็บหมากทีละเม็ดจนหมด หมากสอง เก็บหมากบนพื้นครั้งละ 2 เม็ด หมากสาม เก็บหมาก 3 เม็ดก่อน แล้วเก็บ 1 เม็ดที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง หมากสี่ รวบเก็บหมากบนพื้นครั้งเดียวให้ได้ 4 เม็ด ผู้เล่นคนใดเล่นหมากสี่จบก่อนเป็นผู้ชนะ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
7
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามกับการละเล่น by Tamarind

เป็นการเล่นของเด็กไทยที่สามารถให้ความสนุกสนาน อุปกรณ์ในการเล่น ได้แก่ เม็ดมะขาม และใบไม้ วิธีการเล่น ผู้เล่นทุกคนโปรยเม็ดมะขามเท่าๆกัน ห่อใบไม้เป็นรูปช้อนสำหรับตัก ในการตักจะต้องตักทีละเม็ด หากกระเทือนเม็ดอื่นจะหมดสิทธิ์สนการเล่น จะต้องให้ผู้เล่นคนอื่นเล่นต่อ หากใครได้มากที่สุดจะถือเป็นฝ่ายชนะ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
7
ก.พ.

สบู่ที่ทำมาจากมะขาม

ส่วนผสม

  1. กลีเซอรีน 1  กิโลกรัม
  2. ผงข้น
  3. ผงฟอง(ฟองเส้น)
  4. หัวน้ำหอม กลิ่นโดป Dove,มะขาม
  5. สี (สมุนไพร)

วิธีการทำสบู่มะขาม

  1. เจาะสันกระป๋อง ตัดลงมีถึงก้น แล้วใช้กรรไกรตัดให้ออกมาเป็นแผ่นๆจากกระป๋องลงมา2.5 ซ.ม. แล้วนำมาขดเป็นวงกลม ใช้ไม้บรรทัดพลาสติกแข็ง ใช้ขัดกระป๋อง ต้องหุ้มด้วยผ้าถ้าต้องการวงกลมใช้สก็อตเทป บิดด้านนอกอีกครั้ง
  2. ทาวาสลีน ลงบนแม่พิมพ์
  3. เวลานำกลีเซอร์น อุ่นแล้ว(กลีเซอร์น ห้ามใส่น้ำอย่างมากเพราะน้ำ ทำให้ไม่แข็งตัว ประมาณ 45 องศา ดูจนกลีเซอร์นอุ่นใส
  4. เอาฟองเส้น10 กรัมใส่ลงไปในกลีเซอร์น หลังข้นไปเรื่อย
  5. ใส่ผงข้นที่มีของเหลวใส่ข้นจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน6.นำกลีเซอร์นมาเทใส่ในแม่พิมพ์แล้วรอจนแห้งก็เสร็จสมบูรณ์

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
 

;