มะขาม.com - Tamarind Blog
28
ก.พ.

     ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างออกไปเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ผลิตพยายามสรรหาส่วนผสมในเครื่องสำอางออกมาดึงดูดลูกค้า

     ศ.น.พ.ปิติ พลังวชิรา ผอ.ศูนย์โรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้เชี่ยวชาญด้านด้าน Antiaging Medicine อธิบายถึงสารพิเศษในเครื่องสำอางว่า ในเครื่องสำอางมีส่วนประกอบของส่วนผสมต่างๆ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ซื้อมาใช้ และไม่รู้ว่าสารพิเศษแต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไร มีส่วนทำให้ผิวพรรณของตัวเองดีขึ้นได้อย่างไร

     AHA (Alphahydroxy acid) เป็นสารที่พบในผลไม้และพืชผักหลายชนิด เป็นสารสกัดจากธรรมชาติพบได้ในแอปเปิ้ล ลูกพีช อ้อย องุ่น มะขาม สตรอเบอร์รี่ แครอต แตงกวา และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

     สารตัวนี้รู้จักมานานแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณโดยผู้หญิงตะวันตกได้มีการนำไวน์เก่ามาทาผิวเพื่อรักษาผิวพรรณ บางครั้งก็ใช้องุ่น แตงกวา หรือมะเขือเทศ มาทาบริเวณใบหน้า แต่เดิมการใช้ AHA เพื่อรักษาโรคผิวหนังต่างๆ เช่น โรคผิวแห้ง โรคผิวหนังแข็งนูน เป็นสะเก็ดจากแสงแดด รอยกระสีคล้ำมีลักษณะเป็นปื้นใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุจากแสงแดด นอกจากนี้ AHA ยังมีประโยชน์กับการลอกผิว รักษาหูด รอยเหี่ยวย่นจากแสงแดด หรือรอยคล้ำ

     จากคุณสมบัติของ AHA จึงทำให้วงการเครื่องสำอางนำมาพัฒนา เติมสารตัวนี้ลงไปในเครื่องสำอาง ให้มีคุณสมบัติช่วยดูแลผิวพรรณให้ดูอ่อนนุ่ม ลดรอยเหี่ยวย่น เพราะกลไกการออกฤทธิ์ของ AHA จะเป็นตัวการสำคัญในการควบคุมสมดุลของความชุ่มชื้นของผิวให้เป็นปกติ ช่วยกระตุ้นเซลล์ที่ตายแล้วแต่ยังจับกันแน่นให้หลุดออก ทำให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน ทำให้ผิวหนังดูสดใส ช่วยรักษาสิวเสี้ยน และทำให้มีการลอกหลุดของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า จึงสามารถรักษาโรคขนคุด โรคหูด และยังสามารถเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน และองค์ประกอบในหนังกำพร้า จึงนำมารักษาแผลเป็นตื้นๆ ได้ แต่ข้อเสียคือเวลาใช้อาจเกิดการระคายเคือง รู้สึกตึงหรือคันยิบๆ ได้

     AHA ที่นำมาใช้มีหลายชนิด เช่น กรดไกลโคลิก ซึ่งได้มาจากอ้อย กรดแล็กติกได้จากนำเปรี้ยว กรดมาลิก ได้จากแอปเปิ้ล กรดทาร์ทาริก ได้จากมะขามหรือไวน์ที่บ่มนานๆ กรดซิตริกได้จากผลไม้จำพวกส้มชนิดต่างๆ

     ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผสม AHA ปกติจะใช้ความเข้มข้นของกรดต่ำ ประมาณร้อยละ 4-6 ส่วนที่ทำขึ้นในโรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์ผิวหนัง AHA ซึ่งมีความเข้มข้นสูง ประมาณร้อยละ 40-70 เพื่อปรับสภาพผิวลบริ้วรอยเหี่ยวย่นตื้นๆ รอยดำคล้ำ รอยแผลเป็นจากสิว โดยใช้ระยะเวลาต่างๆ กันตามดุลพินิจของแพทย์

     แพทย์มักแนะให้ผู้ใช้ เมื่อทาน้ำยาแล้วให้ล้างออก และประคบเย็น โดยให้ทำทุก 2-4 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน และทำซ้ำทุก 1-2 เดือน หลังจากนั้นอาจใช้ AHA ความเข้มข้นต่ำมาใช้เองที่บ้าน เพื่อคงสภาพผิวให้สดใสและนุ่มเนียนตลอดเวลา

     ต้องจำไว้เสมอว่าหลังทำ AHA treatment ถ้าเป็นไปได้ควรทายากันแดด หลีกเลี่ยงแสงแดด หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆ หรือสบู่ชนิดแรงบริเวณผิวหน้า 4-5 วัน เพราะอาจทำให้ผิวลอกมากและไหม้ได้ และหลังจากนั้นก็ใช้เครื่องสำอางและยาอื่นได้ตามความปกติ

     ในบางประเทศถือว่า AHA เป็นยาเหมือนกรดวิตามินเอ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการและหน้าที่ของผิวหนัง จึงต้องให้แพทย์เท่านั้นเป็นผู้ตรวจและสั่งยา ขณะที่การทำเบบี้เฟรซตามร้านเสริมสวยในเมืองไทย ใช้กรดซึ่งรุนแรงกว่า AHA โดยผู้ทำส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ จึงน่าวิตกว่าถ้าทำด้วยขั้นตอนที่ไม่ถูกหลักจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงและเกิดอันตรายต่อใบหน้าได้


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.
โพสในหมวด เมนูอาหารที่ใช้มะขาม by Tamarind

ปลาร้าสับสมุนไพรโดยเริ่มจากวัตถุดิบประกอบด้วย

  1. เนื้อหมูไม่ ติดมัน (เนื้อสะโพก) เอาเข้าเครื่องบดละเอียดอย่าง น้อย 2 รอบในอัตรา 6 กก.
  2. ปลาร้าทำจากปลากระดี่ (อย่างดี) 10 กก.
  3. น้ำมันหอยอย่างดี 2 ขวด
  4. น้ำมะขามข้น ประมาณ 1.5 กก. (ให้แช่มะขาม ลงในน้ำไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง)
  5. น้ำมะนาวสด จำนวน 1.4 กก.
  6. คนอร์ก้อน 2 ซอง (เพิ่มรสชาติ)

สมุนไพรที่เป็นส่วนผสม 9 ชนิด คือ

  1. ตะไคร้ ซอยบางๆ 7 ขีด
  2. รากผักชี 6 ขีด
  3. หอมแดง หั่นบางๆ 1 กก.
  4. กระเทียมไทย (เม็ดเล็ก) ปอกแล้วสับหยาบๆ 2 กก.
  5. กระชาย หั่นบางๆ 2.3 กก.
  6. ขิงแก่ ซอย 1.3 กก.
  7. ข่าหั่น บางๆ 3 ขีด
  8. พริกขี้หนู สีแดง 7 ขีด กับ พริกแห้ง บางช้าง อีก 2 ขีด
  9. ใบมะกรูด ซอยบางๆอีก 3 ขีด

นำมาคลุกเคล้ารวมกันในกะละมัง… สูตรนี้จะทำได้ถึง 20 กิโลกรัม กินกันทั้งตำบล…หากเปิบกันภายในครอบครัวก็ลดลงตามส่วน

     จากนั้นให้นำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ทั้งหมดใส่รวมกันลงไปในกระทะยกขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เน้นไฟอ่อนหรือไฟรุมๆเท่านั้น…ใช้ไม้พายกวน ประมาณ 10 นาที จึงนำสมุนไพรทั้งหมดใส่รวมแล้วกวนไปเรื่อยๆ

     จนกระทั่งส่วนผสมแห้งจากเดิมประมาณ 60% ก็จะได้ “ปลาร้าสับทรงเครื่องสมุนไพร” เต็มสูตร รสแซบ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้ นานถึง 1 เดือน หากเก็บใน ตู้เย็นจะได้ถึง 4 เดือน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

แนะนำแนวทางการประกอบอาชิพผลิตสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ เขียงไม้มะขาม

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
เขียงไม้มะขามเป็นเขียงไม้เนื้อละเอียด เนื้อไม่ล่อนติดกับอาหาร มีทั้งชนิดกลมและสี่เหลี่ยมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 –24 นิ้ว และสี่เหลี่ยมขนาด 5 - 20 นิ้ว 

วัตถุดิบที่ใช้
ไม้มะขามขนาดต่าง ๆ

กระบวนการผลิต
ผ่าไม้มะขามขนาดหน้าตัดตามต้องการ ปอกเปลือก กลึงให้กลมด้วยเครื่องกลึง ไสปรับหน้าให้เรียบทั้ง 2 หน้า ขัดด้วยกระดาษทราย นำไปตากแดด และนำไปจำหน่าย

การใช้/ประโยชน์
ใช้เป็นวัสดุงานบ้าน งานครัว ในการรองสับ/หั่นอาหาร

สนนราคา
ขนาด (Size : cm)
ถ้ากว้าง 5 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว
     - ราคาขายส่ง 5 บาท
     - ราคาขายปลีก 10 บาท


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

ประกอบอาชีพทำพวงกุญแจจากไม้มะขาม ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หน้าสนใจ เรามาดูรูปแบบการดำเนินการเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ

  1. ขอซื้อกิ่งมะขามในท้องถิ่น จะได้ในราคาที่ถูก
  2. มีใช้ใบสั่งสินค้าจะมีรูปแบบ ,ขนาดและจำนวนสินค้าจากทางร้านที่สั่ง
  3. ผลิตสินค้าตามใบสั่งจากทางร้านโดยใช้เวลาการผลิตประมาณ 15 วัน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
    - ตัดขนาดไม้
    - ตัดไม้ตามขนาดแล้วไม้แล้วนำไปตากให้แห้งใช้เวลา 5 วัน ถ้าไม่แห้งจะใช้เครื่องอบซึ่งประดิษฐ์ขึ้นเองใช้เวลา 3 วัน
    - จากนั้นใช้แท่นสว่านขัดผิวให้เรียบ
    - เจาะรูใส่ห่วงและชุปแลคเกอร์และเคลือบน้ำยาเคลือบเงาอีก 1 ครั้ง
    - แพคสินค้าใส่กล่อง
    - จัดส่งผลิตภัณฑ์ที่เสร็จแล้ว
  4. ถ้าผลิตพวงกุญแจได้ส่งสินค้าเดือนละ 3,000 ชิ้น ชิ้นละ 3 บาท 9,000 /เดือน ราคาขาย 4 บาท/ชิ้น ราคาต้นทุน 1 บาท/ชิ้น

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind
เนื้อ เนื้อมะขามเริ่มใช้เป็นประโยชน์ได้ตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อน ๆ โดยนำมาใช้ปรุง อาหาร เช่น ทำน้ำพริกมะขามอ่อน หรือใช้บริโภคสด ๆ ร่วมกับพริกเกลือ หรือกะปิหวาน ฝักสดที่แก่จัดเมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีแต่เปลือกยังไม่ล่อน นิยมใช้ทำมะขามแช่อิ่ม บางครั้งก็นิยมนำมาเผาไฟจนเกรียมหรือหมกในขี้เถ้าควันไฟแล้วแกะเปลือกออกใช้รับประทานได้ เมื่อฝักมะขามแก่จัดเมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อมีสีขาวหรือบริเวณผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนบ้างแล้ว เปลือกแยกออกจากเนื้อ เรียกกันว่า “ฝักคาบหมู” ฝักคาบหมูของมะขามหวานจะมีรสหวานอมเปรี้ยวซึ่งกล่าวกันว่ามีรสชาดอร่อยมาก ประโยชน์ของฝักมะขาม มีมากมาย
มะขามเปรี้ยวที่แก่จัดและเปลือกหุ้มฝักเปราะดีแล้ว เมื่อแกะเอาเปลือกออกเนื้อภายในเรียกว่ามะขามเปียก มะขามเปียกนอกจากใช้ใส่ในแกงต่าง ๆ เพื่อปรุงรสแล้ว ยังใช้ทำน้ำมะขาม มะขามกวน มะขามแก้ว ทางประเทศอินเดียและบริเวณใกล้เคียงใช้ทำจัตนี ใช้มะขามดองปลาเพื่อดับกลิ่นคาว และใช้ใส่ในแกงกะหรี่ ทางประเทศอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปใช้ทำซอส ส่วนในอเมริกาใช้ทำเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ นอกจากนี้เนื้อมะขามยังมีประโยชน์ในด้านทำความสะอาดภาชนะที่เป็นทองแดง และ ทองเหลืองได้ดีอีกด้วย
มะขามมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ในประเทศมอริเชียสใช้เนื้อมะขามผสมเกลือรักษาโรคปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ ในประเทศฟิลิปปินส์ใช้เป็นยาระบาย ยาถ่ายพยาธิของสัตว์โดยผสมกับน้ำเกลืออุ่น ๆ ฉีดสวนเข้าทางทวารของสัตว์ ส่วนประเทศไทยมักใช้เนื้อมะขามผสมในยาแผน-โบราณต่าง ๆ ใช้แก้เสมหะ แก้หวัด และผสมกับปูนแดงปิดพอกฝี
เปลือกฝัก เปลือกของมะขามแก่ที่แกะแยกเนื้ออกไปแล้วนำมาใช้เป็นยาฝาดสมาน ทางภาคเหนือของประเทศไทยใช้เปลือกตำให้แตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ ผสมกับยาสูบพื้นเมืองช่วยทำให้รสชาดยาสูบกลมกล่อมดียิ่งขึ้น
ใบ ใบอ่อน ใบหรือยอดมะขามอ่อนนิยมใช้ปรุงอาหารไทย เช่น ใช้แกงส้ม ใส่ต้ม ส้มปลาเค็ม ต้มปลาสลิด ต้มไก่
ใบแก่ ในประเทศอินเดียใช้ใบแก่มาสกัดสีออกเพื่อทำสีย้อมผ้าในประเทศมาลากาซี (ชื่อเดิมคือมาดากัสการ์) ใช้เป็นยาขับพยาธิ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ในแอฟริกาตะวันตกใช้ใบมะขามแห้งมาบดรักษาแผลและโรคพิษสุราเรื้อรัง ขับเสมหะ แก้บิด แก้ไอ นอกจากนี้ยังมีผู้เคยนำใบมะขามมาเคี้ยวแล้วนำไปวางบนแผลที่ถูกงูกัดเพื่อดูดพิษงู ในประเทศไทยเราใช้ใบมะขามแก่กับใบส้มป่อยต้มน้ำร้อนสระผม หรืออาบน้ำเด็ก เพื่อทำให้ศีรษะและเนื้อตัวสะอาด เด็กที่กำลังเป็นหวัดหากใช้น้ำใบมะขามสระผม ทุกเช้าจะทำให้หายหวัดเร็วขึ้น ใบมะขามต้มกับหัวหอมยังใช้อาบน้ำให้คนไข้ระยะฟื้นไข้และรักษาโรคหวัด ได้อีกด้วย
ลำต้น ไม้มะขามเป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว มีลายละเอียดสวยงามมาก นำมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ได้หลายอ่าง เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ด้ามจอบ ด้ามเสียม ทำเขียงและเผาเป็นถ่านจะให้ถ่านที่มีคุณภาพดี
ราก ในตอนเหนือของประเทศไนจีเรียใช้ส่วนของรากมะขามรักษาโรคเรื้อน
เปลือกและรก เปลือกรกของมะขามมีสรรพคุณเป็นยาในประเทศแทนซาเนีย ใช้รกและเนื้อทำความสะอาดเครื่องทองแดงและทองเหลือง และยังใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามแปรรูป by Tamarind

การทำไวน์ผลไม้

          ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 13 % นิยมทำจากผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะยม มะขาม
โดยใช้เชื้อยีสหมักน้ำตาลในน้ำผลไม้ เป็นเวลาประมาณ 7 วัน จนถึง 1 เดือน

อุปกรณ์ที่ใช้ทำไวน์
    1.ปากขวดแคบ ความจุ 3 ลิตร-20 ลิตร
    2.สำลีหรือหลอดดักอากาศ
    3. อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น หม้อต้ม เตาแก๊ส มีด กรวย ทับพี เขียง ผ้าขาวบางสะอาด ตะแกรง หรือ กระชอน
    4. เทอร์โมมิเตอร์

เชื้อยีสที่ใช้หมักไวน์  มี 2 ชนิด
   1. ยีสต์สด เป็นเชื้อยีสต์สายพันธุ์บริสุทธิ์ใช้หมักไวน์จะได้รสชาติดี ในการใช้ต้องเตรียมลงในน้ำผลไม้ เพื่อให้ยีสต์มีความแข็งแรงเต็มที่ ก่อนผสมลงในถังหมักขนาดใหญ่
   2. ยีสต์แห้ง เป็นเชื้อยีสต์ชนิดเดียวกับที่ใช้หมักขนมปัง มีจำหน่ายทั่วไป ขนาดการใช้  2 ช้อนชาต่อน้ำผลไม้ 20 กิโลกรัม

การเตรียมหัวเชื้อยีสต์สด
                นิยมเตรียมในน้ำผลไม้ที่จะทำไวน์ วิธีคือ ต้มน้ำผลไม้ตามสัดส่วนบรรจุขวดปากแคบ เช่น ขวดแม่โขงประมาณครึ่งขวด เมื่อน้ำผลไม้เย็นลง ให้เติมยีสต์สดโดยใช้ยีสต์สด 1 หลอด ต่อน้ำผลไม้ 1 ถึง 2 กิโลกรัม ปิดจุกด้วยสำลีให้แน่น เก็บใว้ประมาณ 1 ถึง 2 วัน ให้สังเกตุ น้ำผลไม้ที่มีเชื้อยีสต์เต็มที่ขุ่นขึ้น และเดือด จึงให้เติมลงในถังหมักขนาดใหญ่ โดยใช้หัวเชื้อ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำผลไม้ 10 กิโลกรัม ( เชื้อยีสสดมีขายที่ ร้านขายเชื้อเห็ด หน้า ม.เกษตรศาสตร์ )

วิธีการหมักไวน์
1. หลังจากเติมเชื้อยีสต์แล้ว ปิดจุกด้วยสำลี หรือหลอดดักอากาศ นำไปหมักใว้ ประมาณ 7 วัน ถึง 1 เดือน โดยสังเกตุปฏิกริยาเมื่อการหมักสิ้นสุดลง( น้ำผลไม้จะเริ่มใสไม่มีฟองอากาศจากการเดือด และมักจะมีตะกอนข้นขุ่น
2. อากาศหรืออุณภูมิรอบ ๆถังหมักไม่ควรสูงเกินไป ถ้าอากาศร้อนมากควรแช่ถังหมักใว้ในน้ำตลอดเวลา

การปฏิบัติหลังการหมัก
       1. เมื่อการหมักสิ้นสุดลง ให้ทำการฆ่าเชื้อยีสต์ที่ยังเหลืออยู่ทันที หากปล่อยทิ่งใว้ ไวล์จะเสีย หรือกลายเป็นน้ำส้มสายชูหมักไปเลย
       2. วิธีการฆ่าเชื้อยีสต์ ทำได้ 2 วิธี
              2.1 ต้มในหม้อต้ม โดยระวังไม่ให้ไวน์เดือด ให้ใช้อุณภูมิในการต้มเพียง 75 องศาเซนเซียส เป็นเวลาเพียง 15 นาที
              2.2 ใช้สารเคมี โปรแตสเซี่ยมเมตาไบซัลไฟต์ 2 กรัม ต่อไวล์ 20 ลิตร ปล่อยทิ้งใว้ 24 ช.ม. จึงถ่ายไวน์ออกจากถังหมักนำไปบ่มไว้ในห้องเย็นเพื่อให้ไวน์ใส ก่อนบรรจุขวดจำหน่ายต่อไป

 

ส่วนผสม
      1.สับปะรดปลอกเปลือกสับละเอียด
      2. น้ำตาลทราย
      3. เชื้อยีสต์
      4. น้ำสะอาด

วิธีการทำ
      1. ต้มสับปะรดในน้ำ โดยใช้อัตราส่วน สับปะรด 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 2 ส่วน ให้คั้นกรากออก
      2. เติมน้ำตาลโดยใช้น้ำสับปะรด 8 กิโลกรัม และน้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
      3. ต้มให้เดือด แล้วบรรจุลงภาชนะขวดปากแคบ(ขวดแม่โขง)ที่ลวกเตรียมใว้แล้ว ปิดฝาขวดแล้วทิ้งใว้ให้เย็น
      4. เปิดฝาขวดแล้วนำเชื้อยีสต์ที่เตรียมใว้มาเติมลงในขวดแล้วปิดฝาขวดด้วยสำสีหรือหลอดดักอากาศ
      5. หมักใว้ 7 วัน ถึง 1 เดือน จึงทำการฆ่าเชื้อยีสต์ที่เหลืออยู่แล้วถ่ายไวน์ออกจากถังหมักนำไปบรรจุขวดแล้วแช่เย็นเพื่อให้ไวน์ใสต่อไป

ข้อควรระวังในการทำไวน์
   ความสะอาดของเครื่องมือ และ ควรตรวจสอบขั้นตอนการหมักทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไวน์เสีย
       

ไวน์กระเจียบ
  ส่วนผสม
     1. น้ำสะอาด             10        กิโลกรัม
     2. เนื้อกระเจียบแห้ง   2        ขีด
     3. น้ำตาลทราย          1.90    กิโลกรัม
     4. ยีสต์                      1         ช้อนชา

  วิธีการทำ
     1. ต้มน้ำให้เดือด พอน้ำเดือดให้ใส่กระเจียบแห้งลงไป 10 นาที
     2. กรองเอากรากออกด้วยผ้าขาวบาง
     3.ตั้งไฟแล้วใส่น้ำตาลลงไปให้เดือดสัก 5 นาที
     4. ยกลงแช่น้ำเย็น
     5. ใส่ยีสต์ลงไปแล้วนำใส่ถังหมักต่อไป
     6. ให้ใส่สายยางลงไปในถังหมักไม่ให้ปลายสายยางด้านในถังจมน้ำไวน์ใว้เพื่อไม่ให้อากาศภายนอกเข้าถังโดยผ่านอากาศภายในถังหมัก หลังจากนั้นใช้ดินน้ำมันพอกปากถังให้สนิทไม่ให้รั่ว แล้วทิ้งใว้ประมาณ 7 ถึง 15 วัน
    7. แล้วนำไปต้มฆ่าเชื้อที่อุณภูมิ 75 องศาเซนเซียส แล้วนำมาแช่น้ำเย็นเพื่อทำการ น็อกเชื้อ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

“มะขามแปรรูป อีกลู่ทางยกระดับคุณภาพชีวิตของไพรัตร โสภาบุญ แกนนำกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ สร้างมูลค่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน”

แปรรูปมะขาม                              
       แหล่งผลิตมะขามหวานที่ขึ้นชื่อลือนามและเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนทั่วไปคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดเพชรบูรณ์ดินแดนแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือน และหากใครได้ลิ้มลองรสชาติที่หอมหวานของมะขามแล้วรับรองได้ว่าจะต้องติดอกติดใจไปตามๆกันแต่ในมุมกลับกันรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนเข็ดฟันก็คงยังหลงเหลืออยู่ในมะขามตามท้องถิ่นและด้วยรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนไม่มีใครอยากจะลิ้มลองเป็นรอบที่สองจึงส่งผลให้มะขามมีประโยชน์เพียงเพื่อปรุงแต่งรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมเท่านั้น
          แต่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้คิดเช่นนั้น กลับคิดว่ามะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวนี้แหละที่จะสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่อีกทางหนึ่ง โดยการนำมะขามเปรี้ยวมาแปรรูปเป็นของดองเพื่อสร้างมูลค่าให้กับมะขามตามท้องถิ่นได้หลายเท่าตัวโดยมีคุณไพรัตร โสภาบุญ เป็นกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขี้นาคแผนใหม่แนวความคิดเกี่ยวกับการแปรรูปมะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวให้กลายเป็นเงินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรคงต้องลองไปถามประธานกลุ่มฯ คนเก่งกันดู   

          คุณไพรัตร เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ดั้งเดิมนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของที่นี้ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร   การค้าขายรับจ้างทั่วไปและบางรายมีการปลูกมะขามเปรี้ยวไว้เพื่อขายบางส่วนซึ่งแต่เดิมมะขามดิบจะขายได้เพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาทเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่ายที่แสนจะถูกจึงผลักดันให้เกิดกระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า เริ่มจากการทำภายในครัวเรือนก่อน (ต่างบ้านต่างทำ) แต่ก็ยังมีปริมาณมะขามแปรรูปไม่เพียงพอที่จะส่งเข้าสู่ท้องตลาด จึงได้เกิดการรวมตัวของแม่บ้านและจัดตั้งกลุ่มทำมะขามแปรรูปขึ้นในปี 2536 จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 87 คน 

        และกองหนุนกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทางด้านสินเชื่อในวงเงิน 500,000 บาท เพื่อเป็นต้นทุนการผลิตในด้านวัตถุดิบ และได้เตรียมวางแผนเกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มแม่บ้านบ้านขี้นาคแผนใหม่ให้มีการพัฒนาด้านการผลิตการแปรรูปมะขามให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าอื่นๆนอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปต่างๆ เพื่อผลิตสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านทางพ่อค้าคนกลางอีกด้วย

นื่องจากในพื้นที่ตำบลวังบาลมีผลผลิตมะขามเป็นจำนวนมากจึงได้มีการรวมตัวจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเพื่อแปรรูปมะขามและเพิ่มมูลค่ายอดผลิต โดยสมาชิกทุกคนจะร่วมมือร่วมใจกันทั้งด้านความคิดและแรงงานมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นสัดส่วนฝ่ายหญิง(แม่บ้าน) จะรับผิดชอบงานในส่วนของขั้นตอนการผลิต ส่วนฝ่ายชาย (พ่อบ้าน) จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบในแต่ละวัน  โดยมีคุณแสงเพชร ทองเพ็ง สามีของคุณไพรัตร เป็นแกนนำสำคัญ ซึ่งคนที่จะสามรถทำหน้าที่นี้ได้จะต้องสามารถคัดเลือกมะขามได้ว่าควรเก็บฟักแบบใดมีลักษณะอย่างไรจึงจะแก่กำลังดี โดยมีแหล่งรับซื้อหลักอยู่ที่จังหวัดเลย(เนื่องจากคุณภาพของมะขามจะดี ฟักสวย มีรสเปรี้ยวเหมาะแก่การนำมาแปรรูปเป็นอย่างยิ่ง) ราคารับซื้อมะขามกิโลกรัมละ 2-3 บาท ค่าใช้จ่ายในการเก็บและการหาวัตถุดิบแบ่งออกเป็นค่าจ้างคนตัดกิโลกรัมละ 2 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกประมาณ 3 บาท เฉลี่ยแล้วจะมีต้นทุนการผลิตประมาณ 8 บาท/กิโลกรัม 

        หลังจากที่พ่อบ้านตื่นตั้งแต่ ตี 3 - ตี4 เพื่อออกไปเก็บมะขามที่จังหวัดเลย ทางแม่บ้านก็จะคอยจัดเตรียมอุปกรณ์ คอยต้มน้ำให้เดือดเพื่อรอมะขามมาต้มในตอนเช้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการแปรรูปนั้นก็จะมี
       - เชื้อเพลิง
       - ภาชนะสำหรับต้มน้ำร้อน   (ถังน้ำมัน 200 ลิตร  ตัดครึ่ง)
       - ภาชนะในการใส่เปลือก   ตะกร้า  กาละมัง  มีมีด และถุงมือ
       - ปูน,เกลือ
       - และมะขามที่มีรสเปรี้ยว

ขั้นตอนในการแปรรูป      
       หลังจากเก็บมะขามมาเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายแม่บ้านจะเริ่มขั้นตอนแปรรูปทั้งที โดยเริ่มจากการคัดเลือกฝักมะขามและทำความสะอาดแล้วนำไปลวกในน้ำเดือดนานประมาณ0.5-1นาทีซึ่งระยะเวลาในการลวกจะขึ้นอยู่กับความหนาของเปลือกมะขาม หากเปลือกหนาจะต้มนานประมาณ 1นาที แต่ถ้าเปลือกบางต้มเพียงแค่ครึ่งนาทีก็พอ ซึ่งขั้นตอนในการลวกมะขามนั้นค่อนข้างมีความสำคัญต้องกะระยะเวลาให้พอดี หากลวกเร็วเกินไปเปลือกมะขามก็ไม่ร่อน ทำให้แกะเปลือกยาก แต่ถ้าลวกนานเกินไปมะขามก็จะเละ ไม่สามารถนำไปแปรรูปได้ หลังจากลวกเสร็จแล้วให้นำไปแช่ในน้ำเย็น แล้วส่งให้กับแม่บ้านที่ทำหน้าที่แกะเปลือกและเอาเม็ดออกจากฝักเสร็จแล้วจึงนำมะขามไปแช่ในน้ำปูนและน้ำเกลือที่ผสมไว้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก็ถือว่าเสร็จขั้นตอนการแปรรูป จะเหลือเพียงขั้นตอนบรรจุถุงเพื่อรอส่งขายให้กับร้านค้าและพ่อค้าคนกลางเพื่อนำไปแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มต่อไป

กำลังการผลิต
       ในแต่ละวันจะรับซื้อมะขามดิบมาประมาณ 1 ตัน และจะสามารถแปรรูปเป็นมะขามดองเปรี้ยวได้   500 กิโลกรัม (ใช้คนทำประมาณ 10 กว่าคนถึงจะเสร็จ)

การตลาด   
      เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจน้ำมันราคาแพงบวกกับค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงขึ้นจึงทำให้ราคาจำหน่ายมะขามดองเปรี้ยวในขณะนี้ตกกิโลกรัมละ 20 บาท (เดิมกิโลกรัมละ 17-18 บาท) โดยทางกลุ่มแม่บ้านฯ จะนำมะขามดองเปรี้ยวไปส่งให้กับร้านค้าในท้องถิ่นอีกต่อหนึ่ง เพื่อทำการแปรรูปแช่อิ่มต่อไป

ลู่ทางการสร้างมูลค่าให้กับมะขามเปรี้ยวตามท้องถิ่นดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชาวบ้านขี้นาคแต่เมื่อผู้เขียนได้ยินว่า หากนำมะขามดองเปรี้ยวไปแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มแล้ว จะสามารถจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 90 บาท ได้ฟังแล้วก็น่าเสียดายแทนกลุ่มแม่บ้านฯ ทำไมจึงไม่ทำเป็นมะขามแช่อิ่มไปเลย ทั้งๆ ที่ทางกลุ่มก็เป็นผู้ทำดองเปรี้ยวอยู่แล้ว เพียงแค่เพิ่มขั้นตอนแช่อิ่มเข้าไปก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากกิโลกรัมละ 20 บาท กลับกลายเป็น 90 บาท แต่เมื่อได้รับคำตอบจากคุณไพรัตรกลับมาว่า กลุ่มแม่บ้านฯ ยังขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการแปรรูปมะขามแช่อิ่ม ไปถามที่ร้านแช่อิ่มเขาก็ไม่บอกกลัวว่าเราจะทำแข่ง ซึ่งทางกลุ่มก็จะพยายามหาทางไปสู่จุดมุ่งหมายให้ได้ และสิ่งนี้คือความปรารถนาสูงสุดของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ทาง ธ.ก.ส. ในฐานะธนาคารพัฒนาชนบทได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้วในปัจจุบันซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับข่าวดีจากทางกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ในไม่ช้านี้…การกระจายรายได้สู่ชุมชนก็เปรียบเสมือนกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน.ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณไพรัตร โสภาบุญ บ้านเลขที่ 28 ม.12 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ โทร.08-1284-9896   

       แหล่งผลิตมะขามหวานที่ขึ้นชื่อลือนามและเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนทั่วไปคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดเพชรบูรณ์ ดินแดนแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือนและหากใครได้ลิ้มลองรสชาติที่หอมหวานของมะขามแล้วรับรองได้ว่าจะต้องติดอกติดใจไปตามๆ กัน แต่ในมุมกลับกันรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนเข็ดฟันก็คงยังหลงเหลืออยู่ในมะขามตามท้องถิ่น และด้วยรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนไม่มีใครอยากจะลิ้มลองเป็นรอบที่สองจึงส่งผลให้มะขามมีประโยชน์เพียงเพื่อปรุงแต่งรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมเท่านั้น แต่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้คิดเช่นนั้นกลับคิดว่ามะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวนี้แหละที่จะสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่อีกทางหนึ่ง โดยการนำมะขามเปรี้ยวมาแปรรูปเป็นของดองเพื่อสร้างมูลค่าให้กับมะขามตามท้องถิ่นได้หลายเท่าตัว โดยมีคุณไพรัตร โสภาบุญ เป็นกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขี้นาคแผนใหม่แนวความคิดเกี่ยวกับการแปรรูปมะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวให้กลายเป็นเงินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร คงต้องลองไปถามประธานกลุ่มฯ คนเก่งกันดู   
      
        คุณไพรัตร เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ดั้งเดิมนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของที่นี้ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร   การค้าขาย รับจ้างทั่วไป และบางรายมีการปลูกมะขามเปรี้ยวไว้เพื่อขายบางส่วน ซึ่งแต่เดิมมะขามดิบจะขายได้เพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาทเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่ายที่แสนจะถูกจึงผลักดันให้เกิดกระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า เริ่มจากการทำภายในครัวเรือนก่อน (ต่างบ้านต่างทำ) แต่ก็ยังมีปริมาณมะขามแปรรูปไม่เพียงพอที่จะส่งเข้าสู่ท้องตลาด จึงได้เกิดการรวมตัวของแม่บ้านและจัดตั้งกลุ่มทำมะขามแปรรูปขึ้นในปี 2536 จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 87 คน      

       และกองหนุนกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทางด้านสินเชื่อในวงเงิน 500,000 บาท เพื่อเป็นต้นทุนการผลิตในด้านวัตถุดิบและได้เตรียมวางแผนเกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มแม่บ้านบ้านขี้นาคแผนใหม่ให้มีการพัฒนาด้านการผลิตการแปรรูปมะขามให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าอื่นๆนอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปต่างๆ เพื่อผลิตสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านทางพ่อค้าคนกลางอีกด้วย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind
เมล็ด เมล็ดมะขามที่คั่วหรือต้มแล้วใช้บริโภคได้ ในแถบอ่าวแบงกอลใช้รักษาโรคบิด น้ำต้มเมล็ดรักษาฝี เมล็ดมะขามคั่วแล้วและกะเทาะเอาเปลีอกออกใช้รับประทานแก้โรคท้องร่วง โรคบิด อาเจียน และเป็นยาถ่ายพยาธิ เนื้อในเมล็ดมะขามนี้เป็นแหล่งที่ให้แป้งที่มีคุณภาพดีอีกด้วยในประเทศอินเดีย นำเนื้อนี้มาบดให้ละเอียดใช้สำหรับทำกาวซึ่งมีคุณภาพสูงแทนการใช้แป้งข้าวเจ้า ทำให้สามารถลดปริมาณ การใช้แป้งข้าวเจ้าและแป้งจากสาคูที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ เครื่องทอและทำกระสอบป่านลงได้ ทำให้อินเดียสงวนข้าวไว้สำหรับการบริโภคได้ถึงปีละ 40 ล้านบาท นอกจากนี้แป้งดังกล่าวยังนำมาใช้ทำอาหารชั้นดี และทำโรตี เนื่องจากแป้งในเมล็ดมะขามมีคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่า เจลโลส (Jellose) ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวุ้น ฉะนั้นเมื่อผสมเข้ากับสารละลายบอแรกซ์ และจะใช้ทำเป็นแป้งกาวได้อย่างดีเลิศเพราะมีความเหนียวดีมาก แป้งชนิดนี้ยังใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำผ้าดอก เพื่อใช้พิมพ์ลวดลายลงบนแผ่นยางอีกด้วย นอกจากนี้น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดยังนำมาใช้ประกอบอาหารใช้เป็นน้ำมันขัดเงา หรือผสมสีทาบ้าน ใช้เป็นน้ำมันตะเกียง ในประเทศอินโดนีเซียใช้เป็นยารักษาเส้นผม
เปลือกเมล็ด เปลือกสีน้ำตาลที่หุ้มเมล็ดนั้นเมื่อกะเทาะเอาเนื้อสีขาวข้างในออกไปแล้ว อาจนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือนำมาผสมกับสารส้ม และยางสนเพื่อใช้ทำสีย้อมผ้าและขนแกะก็ได้

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

     นางสังเวียน จันทมาลา เริ่มอาชีพทำสวนมะขามหวานตั้งแต่ปี 2511 บนเนื้อที่ 40 ไร่ เลขที่ 120/1 หมู่ 1 ริมถนนสระบุรี-หล่มสัก บ้านยาวี ต.วังชมพู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ และจำหน่ายกิ่งพันธุ์และมะขามหวานฝัก ตามงานเทศกาลต่าง ๆ ภายในจังหวัด ปี 2549 เริ่มตั้งร้านจำหน่ายมะขามหวานฝักที่บริเวณด้านหน้าของสวนโดยตั้งชื่อว่า “ไร่บุญคง” ตามชื่อสกุลเดิมของตนเอง

     ในปี 2537 ราคามะขามหวานตกต่ำ มาก นางสังเวียนจึงแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิต ภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น มะขามคลุกน้ำตาล มะขามคลุกบ๊วย จนมีชื่อเสียงติดตลาด ผลิตสินค้าไม่ทันจึงตั้ง กลุ่มแปรรูปมะขามหวานบ้านยาวี โดย นางสังเวียน เป็นประธานกลุ่ม

     นางสังเวียน ปลูกมะขามหวานพันธุ์ขันตี 20 ไร่ ที่เหลืออีก 20 ไร่ ปลูกพันธุ์การค้าอีก 3 พันธุ์คือ ศรีชมพู สีทอง และประกายทอง รวมเป็น 40 ไร่ โดยปลูกในสภาพไร่ ระยะปลูก 10×10 เมตร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของจังหวัดเพชรบูรณ์ล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จะเห็นว่า มะขามหวานของจังหวัดเพชรบูรณ์มีรสชาติหวาน หอม อร่อย เนื้อมะขามมีเนื้อสวยสม่ำเสมอ หนา นุ่ม เหนียว ไม่ชื้นแฉะ สาแหรกหุ้มเนื้อมีน้อย เปลือกของฝักมีสีน้ำตาลขาวนวล ซึ่งแตกต่างจากแหล่งอื่น

     นางสังเวียนได้ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นมะขามหวานสมบูรณ์มากขึ้น สามารถตัดฝักในรุ่นที่สองอีก ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่วนแหล่งน้ำได้ขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี สารเคมีที่ ใช้ไม่มากนัก มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงในช่วงแตกใบอ่อนก่อนออกดอกบ้างตามความจำเป็น การเก็บเกี่ยวมะขามหวานจะให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป โดยจะสุกและเก็บเกี่ยวได้ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป สวนของนางสังเวียน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 19 ตันในปีที่ผ่านมา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จะนำมาผึ่งแดดประมาณ 2 แดด หรืออบไอร้อน แต่ถ้าต้องการเก็บไว้ข้ามปีกรณีที่ราคาตกต่ำ นางสังเวียนก็นำผลผลิตของตนเองและของสมาชิก กลุ่มเก็บไว้ในห้องเย็นที่สามารถจุได้กว่า 100 ตัน สร้างเมื่อปี 2541 มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

     นางสังเวียน ได้เสียสละพื้นที่ของไร่ บุญคงเป็นตลาดกลางสำหรับให้สมาชิกในกลุ่มมา จำหน่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยมะขามหวานฝักและมะขามหวานแปรรูป เช่น มะขามแกะเมล็ด มะขามหวานคลุกน้ำตาล มะขามหวานคลุกบ๊วย มะขามหวานคลุกไอซิ่ง มะขามหวานแช่อิ่ม ล่าสุดทำ มะขามจี๊ดจ๊าด ออกมาทำตลาดได้ดีมาก โดยเฉพาะลูกค้าสุภาพสตรีชอบมาก สำหรับมะขามศรีชมพูแกะเมล็ด จะเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มเพราะได้รับรางวัล โอทอป 5 ดาว เมื่อปี 2549 ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของนางสังเวียนมีคุณภาพเพราะหน่วยงาน ราชการที่สนับสนุนจะช่วยตรวจสอบให้ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานอาหารและยาจากกระทรวงสาธารณสุข มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง นางสังเวียน เป็นผู้ใฝ่รู้ สนใจและเข้า รับการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ มี การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ มีการคัด เกรดผลผลิต พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสวยงามน่าสนใจเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศและที่ สำคัญนางสังเวียนได้ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ใน โครงการนำร่อง จัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “มะขามหวานเพชรบูรณ์” (Geographic Indication : GI) ตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันให้สำเร็จเพื่อชาวเพชรบูรณ์จะได้รับผล ประโยชน์ในฐานะเมืองมะขามหวานสมดังคำขวัญของจังหวัด

     ผู้สนใจจะไปศึกษาดูงาน โปรดติดต่อ นางสังเวียน จันทมาลา บ้านเลขที่ 120/1 หมู่ที่ 1 ถนนสระบุรี-หล่มสัก ต.วังชมพู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โทร. 0-5656-8240 หรือ 08-4237-2956.


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด ประวัติของมะขาม by Tamarind

ชื่อเรียกเป็นคำอ่านมะขามในภาษาอื่น ๆ

ภาษา ชื่อเรียก
ทมิฬ ปูลี,ปูลิ
ฝรั่งเศส ทามาริน
มลายู อาซาม
เยอรมัน ทามาราย
ลาว มอลขาม
สเปน ทามารินโด
สิงหล สยามบาลา
อังกฤษแถบมลรัฐฟลอริดา มะนิลา สวีท
อิตาลี ทามารินโด
อินเดีย อะมะลา, อะมะลิกา
อินโดนีเซีย อาซาม
จีน ซวนโต้ว

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
 

;