มะขาม.com - Tamarind Blog
4
มี.ค.

     แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยนิยมปลูกมะขามไว้ในบ้านเพราะมีประโยชน์ใช้สอยสารพัด ไม่ว่าจะเอาไม้หรือกิ่งของมันมาทำของใช้ อย่างหนังสติ๊ก ทำเครื่องเรือน ทำเขียง ในของมันเอามาทำสีย้อมสีเหลือง ยอดมะขาม ดอกมะขามเราก็เอามาทำอาหารได้หมด ฝักอ่อนมะขามเราก็เอามากิน ฝักแก่ก็กิน เอามาทำมะขามเปียกใส่ไหเอาไว้กินแทนมะนาวได้ทั้งปี

 

     แถมเนื้อมะขามมีฤทธิ์ทางยา เป็นยาขับลม ยาระบาย ใช้ผสมปูนกินกับหมาก ทารักษากลากเกลื้อน เมล็ดของมะขามยังเป็นยาแก้ท้องเสีย ขับพยาธิ ส่วนรกมะขามตรงที่เป็นเส้นๆ หุ้มเนื้อมัน โบราณก็ใช้เป็นยาแก้ประจำเดือนผิดปกติอีกด้วย
     เรารู้กันว่ามะขามใช้เป็นยาระบายได้ ทั้งนี้เพราะในเนื้อมะขามมีกรดอินทรีย์มากมายเช่น Tartatic acid,Citric acid,Malic acid,Potassium bitartrate ทำให้มีรสเปรี้ยวและมีฤทธิ์ระบายท้อง ทั้งยังมีสารเส้นใยประเภท เปคตินและกัม การที่เราเอาเนื้อมะขามมาขยำกับน้ำแล้วได้เมือกน้อยๆนั่นแหละเปคติน มะขามจึงช่วยทำให้ขับถ่ายได้ดีกว่าเดิม
     จากการทดลองทางเภสัชวิทยาและทางคลินิกปัจจุบัน เราพบตัวยาในมะขามมากมาย เช่น

  1. เปลือกต้นมะขาม หากนำไปสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95 % ปรากฏว่ามีสารต้านเชื้อราชนิด neurospora crassa
  2. ใบ : สารสกัดแอลกอฮอล์ 95 % มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายตัว เช่น แบคทีเรียที่ผิวหนัง Staphylococus aureus, Bacillus subtillis , แบคทีเรียในลำไส้ Escherichia coli, เชื้อไทฟอยด์ Salmonella typhosa และกระทั่งเชื้ออหิวาต์ Vibrio cholera เป็นต้น
    แต่ถ้าสกัดด้วยน้ำร้อน คือ นำเนื้อมะขามไปต้ม จะได้สารซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะในการฆ่าแบคทีเรีย ในลำไส้ E.coli
  3. เนื้อมะขาม : สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95 % จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา Tricophytum mentogrophyte และ T.rubrum ซึ่งเป็นเชื้อรา ของโรคกลากโบราณเขาจึงใช้ทาแก้กลากเกลื้อน
  4. เมล็ด มีฤทธิ์ขับพยาธิ Meloidogyne incognita ภายใน 48 ชั่วโมง
  5. เมล็ด ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรงที่ชื่อ oligomeric proanthocyandine OPC เป็นสารตัวเดียวกันกับที่พบในสารสกัดจากเมล็ดองุ่น(Grape seed) หรือเปลือกสน (pine bark extract) ต่อไปแทนที่จะเสียสตางค์ซื้ออาหารเสริมจากต่างประเทศกิน การกินเมล็ดมะขามก็จะได้ประโยชน์อย่างเดียวกัน

ข้อมูลโดย : พญ.ลลิตา ธีระสิริ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามกับการละเล่น by Tamarind

     เล่นตีเม็ดมะขาม  คือการนำเม็ดมะขามสองเม็ดมาฝนกับพื้น  จนด้านหนึ่งเปลือกสีดำหลุดล่อนเห็นเนื้อสีขาวนวลด้านใน  จากนั้นก็ประสานมะขามทั้งสองเมล็ดเข้าด้วยกันโดยน้ำบ่อน้อยที่เจ้าตัวมี  ไม่เห็นใครยืมน้ำบ่อน้อยของคนอื่นมาใช้  แล้วมะขามสองเมล็ดก็จะยึดติดกันดูเหมือนเมล็ดพืชพันธุ์ใหม่  หรือต้นอ่อนของมะขามที่แยกเมล็ดออกเป็นสองส่วนเพื่อเลี้ยงยอดอ่อนที่แตกตัวพร้อมจะเป็นต้น  หลังจากแน่ใจว่ากาวน้ำลายทำหน้าที่สำเร็จ  เจ้าตัวน้อยก็จะหาเชือกฟางที่หาได้แถวนั้นมาผูกอดีตเมล็ดมะขาม  ผูกเชือกอีกปลายกับท่อนไม้เล็กๆ  คราวนี้เม็ดมะขาม  เชือกฟาง  และท่อนไม้ก็พร้อมที่จะถูกใช้เป็นอาวุธฟาดฟัน

          วิธีการเล่นก็ไม่ยากอะไร  เมื่อคู่ต่อสู้ต่างมีเม็ดมะขามผูกเชือกเรียบร้อยแล้วก็หาพื้นแข็งๆ  ตอนแรกเด็กๆ ใช้ป้ายชื่อต้นไม้ที่ทำจากกระดาษลูกฟูกเป็นสนามประลอง  แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ลานดินแข็งๆ ก็ได้เหมือนกัน  คนหนึ่งเอาเม็ดมะขามของตนวางบนพื้น  อีกคนใช้ไม้เหวี่ยงเม็ดมะขามฟาดใส่เม็ดมะขามของเพื่อน  เม็ดมะขามของใครแตกกระเด็นไปก่อน  อีกฝ่ายจะได้ชัยชนะ  สลับกันฟาดเม็ดมะขามใส่กันจนกว่าจะรู้ผล  บางทีเม็ดมะขามไม่แตกกระเด็น  แต่หลุดออกจากเชือกที่ผูกก็ต้องวิ่งเก็บมาผูกใหม่เพื่อจะได้ประลองกันต่อไป  บางรายฟาดใส่เขาแต่เม็ดมะขามตัวเองแตกต้องแพ้ไปเองก็มี

ข้อมูลโดย : เพรางาย  มณีโชติ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind

กาแฟสมุนไพรลดอาการปวดศีรษะไมเกรน

ส่วนผสม / เครื่องปรุง

  1. เมล็ดชุมเห็ดไทย 100 กรัม
  2. เมล็ดข้าวโพดแห้ง 50 กรัม
  3. เม็ดมะขาม 20 เม็ด

วิธีทำ

  1. เอากระทะตั้งไฟ คั่วเม็ดมะขามด้วยไฟอ่อน ๆ ก่อนจนหอมและสุกดีแล้วเอาออกจากกระทะ
  2. นำมาแกะเปลือกออกแล้วโขลกให้เม็ดมันแตกออก เป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นจึงใส่เมล็ดข้าวโพดกับชุมเห็ดไทยลงไปในกระทะคั่วรวมกันโดยใช้ไฟอ่อนๆ ตลอดเวลาจนหอมและแห้งดี
  3. แล้วจึงนำไปบดด้วยโม่ไฟฟ้าก็ได้ จะโขลกให้เมล็ดของมันพอแตกก็ได้ จากนั้นนำไปผสมกับเม็ดมะขาม
  4. เมื่อต้องการใช้ให้ตักมา 1 ช้อนโต๊ะแล้วต้มกับน้ำ 3 ถ้วย หลังจากน้ำเดือดแล้ว ให้เคี่ยวนานสัก 10 นาทีกรองเอากากออกแล้วดื่มแทนกาแฟได้เลย

หมายเหตุ
กลิ่นของกาแฟสมุนไพรถ้วยนี้จะเหมือนกับกาแฟมากเหมาะสำหรับผู้ที่ติดกาแฟและต้องการดื่มอะไรเพราะติดเป็นนิสัยกาแฟถ้วยนี้ไม่มีคาเฟอีนจึงสามารถใช้แทนกาแฟธรรมดาได้ดีในวันที่ต้องเลิกกาแฟ
ข้อดีอีกประการหนึ่งของกาแฟถ้วยนี้คือเมล็ดชุมเห็ดไทยมีฤทธิ์ในเชิงสงบประสาทจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะในระหว่างการอดกาแฟได้ดีทีเดียว หาซื้อเมล็ดชุมเห็ดไทยได้ตามร้านขายยาสมุนไพรไทยทั่ว ไปราคาไม่แพงเลยตกกิโลกรัมละประมาณ 25 บาทเท่านั้น

ข้อมูลโดย : พญ.ลลิตา ธีระสิริ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind

     คนสูบบุหรี่จัดและดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้วแล้ว มีปัญหาฟันติดคราบบุหรี่และคราบกาแฟเป็นสีเหลืองหรือสีดำดูน่าเกลียดมาก เวลานั่งรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ หรือคนอื่นเขาเห็นเข้าจะแสดงอาการไม่ชอบด้วยการย้ายไปนั่งรับประทานที่อื่นทันที ทางแก้ ดีที่สุดคือต้องไปให้หมอฟันช่วยกรอหรือขัดฟันทำให้หายได้ แต่บางคนไม่ชอบหรือไม่กล้าเพราะเป็นโรคกลัวหมอฟัน รู้สึกเสียว จึงขอให้ช่วยแนะนำสูตรสมุนไพรในการแก้อาการดังกล่าวด้วย

 

     ซึ่งเรื่องนี้ ในทางสมุนไพรมีสูตรรักษาแบบง่ายๆ และใช้ได้ผลมาแต่โบราณแล้วคือ ให้เอาผลหรือฝัก “มะขาม” ที่เป็นผลหรือฝักแก่จัดยังดิบอยู่ ไม่ถึงสุก ผ่าเอาเมล็ดในออกแล้ว เอาเฉพาะเนื้อขัดถูฟันเป็นประจำเช้า กลางวัน และก่อนนอน ถูหรือขัดไปเรื่อยๆ จะค่อยๆลดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟที่ติดฟันได้ ฟันจะขาวสะอาดใสเหมือนเดิม ใครที่เป็นโรคกลัวหมอฟันเอาสูตรนี้ไปใช้รับรองว่าได้ผลแน่นอน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
2
มี.ค.
โพสในหมวด เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย by Tamarind

ผักที่มีน้ำตาล 3-5 เปอร์เซ็นต์
มะเขือ น้ำเต้า ใบตังโอ๋ ผักกาดขาว ผักกระเฉด แตงกวา บวบ ผักโขม ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวผักกาดขาว ฟักเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ยอดฟักทอง เห็ดบัว แตงร้าน ผักตำลึง ผักกาดขาวปลี ขึ้นฉ่าย มะระ ถั่วงอก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า กุยช่าย สายบัว ชะอม ดอกหอม กะหล่ำปลี

ผักที่มีน้ำตาล 5-10 เปอร์เซ็นต์
ฝักถั่วลันเตา ใบชะพลู ต้นหอม ดอกกะหล่ำ ถั่วแขก ผักโขม หอมใหญ่ ใบทองหลาง ดอกโสน ถั่วพู มะรุม ดอกแค ขิง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน หัวปลี กระเจี๊ยบ มะละกอดิบ ใบกระถิน ยอดและฝักอ่อนกระถิน

ผักที่มีน้ำตาล 15-20 เปอร์เซ็นต์
ดอกขี้เหล็ก เมล็ดถั่วลันเตา ใบมะขามอ่อน ใบย่านาง ผักหวาน ลูกเนียง มันฝรั่ง

ผักที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์
กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก แห้วจีน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
2
มี.ค.

         ในอดีตมนุษย์ยังไม่มีเครื่องประทินผิว หรือเครื่องสำอางที่ผลิตออกมาจากโรงงานมากมายเหมือนปัจจุบัน แต่ก็รู้จักนำเอา พืช ผัก สมุนไพร หรือชิ้นส่วนของสัตว์บางชนิดนำมาใช้เพื่อความสวยงามกันมานานแล้ว
          พอมาในยุคนี้ ยุคที่ผู้คนหันมา ใส่ใจสุขภาพ ปฎิเสธสารเคมี สารพิษ และมลพิษต่าง ๆ ก็กลับมาจับเอาสมุนไพรใช้กันอย่างแพร่หลาย กระทั่งโรงพยาบาลหลายแห่งอย่างเช่น โรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ จ.ปราจีนบุรี หรือโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ก็มีชื่อเสียง     ในเรื่องของการผลิตยาจากสมุนไพร
          สูตรการผลิต  ครีมล้างหน้ามะขาม  มาจาก รพ.พระนั่งเกล้า โดย เจตสุภา ลลิตอนันต์พงศ์ และ กนกวรรณ สิทธิเสรีธาดา เภสัชกร งานผลิตยา เป็นผู้ปรุงครีมสูตรนี้ ซึ่งเธอทั้งสองบอกว่านำมาจากภูมิปัญญาชาวบ้านนั่นเอง
          มีส่วนผสมอยู่ 4 ชนิดคือ เนื้อมะขาม 69% นมสด 15% ขมิ้นชันผง 1% น้ำผึ้ง 25%
          วิธีทำเลือกใช้มะขามที่ไม่ค้างปีลอกกาบและแกะเมล็ดเรียบร้อย เนื้อมะขามต้องแห้ง นำมาใส่น้ำให้พอท่วมเนื้อมะขาม ต้มจนน้ำเดือดแล้วต้มต่ออีก 3 นาที ทิ้งไว้ให้เย็นและให้มะขามอมน้ำให้ชุ่ม พอเย็นดีแล้ว ใช้ตะแกรงตาถี่รองเทเนื้อมะขามพร้อมกับนวดให้เนื้อมะขามไหลลงในภาชนะข้างล่าง
          ส่วนขมิ้นชันให้ใช้แบบผง นมสดใช้นม สเตอริไรซ์จะเก็บได้นาน  น้ำผึ้งใช้น้ำผึ้งแท้บริสุทธิ์
          จากนั้นชั่งส่วนผสมทั้งหมดตามสูตรแล้วนำมาใส่รวมกันในหม้อสเตนเลส นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวข้น จึงยกลงรอให้เย็นแล้วบรรจุได้ สำหรับที่นี่บรรจุหลอดพลาสติก 20 กรัมขาย 25 บาท หลอดใหญ่ 90 กรัม 100 บาท
          วิธีใช้หลังจากล้างหน้าปกติแล้วพอกทิ้งไว้ให้ทั่วใบหน้าสัก 5 นาที แล้วล้างออกทุกวัน มะขามจะมีสารสกัดผลไม้ (AHA) ธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้ลดรอยจุดด่างดำ นมสด ขมิ้นและน้ำผึ้งสำหรับบำรุงผิว
          ซึ่งสูตรนี้เภสัชกรยืนยันว่าไม่มีผลข้างเคียงเพราะว่าส่วนผสมทั้งหมดล้วนมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น นอกจากบุคคลที่มีผิวหนังบางมาก ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะว่า AHA จะทำให้เกิดอาการแสบและคัน
          นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นคือ ครีมบำรุงแตงกวา  ยาหม่องเสลดพังพอน ยาอมบ้วนปากใบฝรั่ง แชมพูครีมนวดผมดอกอัญชัน และน้ำยาล้างจาน
          สนใจจะไปดูกรรมวิธีการผลิตหรือซื้อผลิตภัณฑ์ติดต่อไปได้ที่ งานผลิตยา     โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า 206 ถนน นนทบุรี 1 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร. 0-2527-0246 ต่อ 7501,7503
          ส่วนอีกสูตรนั้นเป็นของกลุ่มแม่บ้านบ้านใหม่เหนือ หมู่ที่ 2 ต.หนองล่ม อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ซึ่งกลุ่มแม่บ้านกลุ่มนี้ได้ยื่นขอสนับสนุนสินเชื่อในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาดอกคำใต้
          ป้าแสงดี เผ่ากันทะ  ประธานกลุ่ม เล่าความเป็นมาว่า แต่ก่อนนั้นแปรรูปหน่อไม้ปี๊บและเห็ดถอบกระป๋อง ต่อมาเมื่อปี 2543 บุตรสาวซึ่งเป็นเภสัชกรได้เข้ารับการอบรมเรื่องการทำครีมล้างหน้ามะขามที่กรุงเทพฯ และนำมาถ่ายทอดให้ตน
          ป้าสนใจเพราะวัตถุดิบล้วนเป็นธรรมชาติแล้วบ้านเราก็มีทั้งหมดเลย ตอนแรกก็ลองผิดลองถูก แล้วก็ปรับปรุงมาเรื่อย
          ณิชากร พิมยศ  ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาดอกคำใต้ เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ไปป่าวประกาศขายร่วมกับลูกสาวของป้าแสงดีเป็นฝ่ายการตลาด บวกกับได้มาออกร้านในงาน ธ.ก.ส. ที่กรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้ว ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป แถมผู้ใช้แล้วยังบอกปากต่อปากกันไปอีกต่างหาก
          วิธีการผลิตนั้นล้วนนำวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่นำมาปรับปรุงใช้
          สูตรนี้จะประกอบไปด้วย เนื้อมะขาม เนื้อว่านหางจระเข้ ขมิ้นชันผง นมสด น้ำผึ้ง
          เนื้อว่านหางจระเข้ปอกเอาแต่เนื้อ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กเข้าเครื่องบดอาหารขนาดเล็กให้ละเอียด นมนั้นใช้นมวัวสด
          เริ่มจากการซื้อมะขามเปรี้ยวแบบแกะเมล็ดเรียบร้อยแล้ว รับซื้อที่ กก. ละ 6-10 บาท ขณะนี้ซื้อมะขามมากักตุนไว้ใช้นอกฤดู โดยเก็บในห้องเย็น
          ได้มะขามแล้วนำมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเข้าเครื่องบดให้เละ ซึ่งกลุ่มแม่บ้านเขาใช้เครื่องซักผ้าค่ะ แล้วเขาใส่น้ำลงไปปั่นไปมาเนื้อมะขามจะละลายเข้ากับน้ำ แล้วก็เปิดน้ำออกเอาน้ำมะขามนั้นมากรองอีกครั้ง ส่วนเนื้อมะขามที่อยู่ในเครื่องก็นำเข้าถังปั่นแห้งจะได้น้ำมะขามออกมาอีก
          นำน้ำมะขามมาเคี่ยวในกระทะที่ 1 ให้น้ำมะขามงวด แล้วใส่ในกระทะที่ 2 ใส่นมสดลงไปเคี่ยวให้แตกมัน แล้วตามด้วยส่วนผสมที่เหลือ และเคี่ยวให้เหนียวข้น จึงยกลงทิ้งไว้ให้เย็นแล้วบรรจุใส่ภาชนะได้
          แม่บ้านเขาบรรจุกระปุกพลาสติกขนาดเดียวโดยขายส่งโหลละ 120 บาท ขายปลีก 180 บาท ตกราคาขายปลีกกระปุกละ 15 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 9-12 บาท
          ที่กลุ่มแม่บ้านนี้เขาใช้กระทะใบบัวสำหรับกวนมะขามเกือบ 10 ใบ เพราะว่าวันหนึ่ง ๆ มีการซื้อมากถึง 70-100 โหล ซึ่งกลุ่มแม่บ้านจะต้องผลิตให้ได้วันละ 150 โหล โดยใช้เนื้อมะขามถึงวันละ 300 กว่ากิโลกรัม ซึ่งต้องใช้แรงงานอย่างน้อยวันละ 10 คน ถ้ามีสินค้าในสต๊อกมากพอแล้วก็จะมีวันหยุดพักผ่อนกันบ้าง
          เพราะต้องใช้กระทะมากขนาดนั้นจึงต้องใช้เตาเป็นจำนวนมาก แม่บ้านจึงใช้เตาฟืน บางครั้งก็นำซังข้าวโพดมาเป็นเชื้อเพลิง เป็นการนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
          นอกจากนี้ยังทำขมิ้นผงผสมนมผงสำหรับพอกหน้าอีกด้วย
          สนใจอยากจะซื้อ หรือทดลอง หรือจะไปดูงานก็ติดต่อได้ที่ ป้าแสงดี โทร. 0-5405-7138,0-1952-8853


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
2
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

     นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะเคล็ดลับในการปลูกมะขามให้ได้ฝักมาก เจ้าของสวนต้องดูแลตั้งแต่การเก็บเกี่ยวฝัก 
 
     รศ.ฉลองชัย แบบประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเคล็ดลับการดูแลมะขามหวานให้ได้ปริมาณมากและคุณภาพดีว่า เจ้าของสวนต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ตั้งแต่เก็บเกี่ยวฝักหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่งให้ในพุ่มต้นโปร่ง ตัดกิ่งจากโคนกิ่งใดกิ่งหนึ่งไปหาปลายกิ่ง จะตัดกิ่งแห้ง กิ่งชี้    เข้าในพุ่ม กิ่งฉีกหัก กิ่งเป็นโรคแมลง และฝักแตก ฝักแห้งออก ถ้าปลายกิ่งพ้นชายพุ่มไปหาแสงได้จะเอาไว้ ยอดของพุ่มที่ไม่สามารถพ่นยาป้องกันแมลงและโรคได้ถึงให้ตัดออกได้ ควรให้ปุ๋ย 15-15-15 ทางดินโดยวัดจากชายพุ่มไปยังโคนต้นเป็นเมตรได้กี่เมตร เท่ากับกิโลกรัมของปุ๋ย เช่น ถ้าได้ 3 เมตร ให้ใส่ 3 กก. แล้วให้น้ำจน    ชุ่ม มะขามจะเริ่มแตกตาเจริญเป็นกิ่ง เมื่อแตกกิ่งใหม่ในระยะนี้ ควรพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดแมลงด้วยยา “คาบาริล” เช่น  เซฟวิน หรือ S-85 ผสมกับยาป้องกันกำจัดราแป้ง เช่น ไพราโซฟอส (ซาพรอล) หรือไตรโฟรีน (อาฟูกาน) ผสม        ปุ๋ยใบ 10-52-17 ที่มีอาหารธาตุรอง และยาจับใบ 1-2 ครั้ง ช่วยให้กิ่งที่แตกใหม่สมบูรณ์และ  มีตาดอก เมื่อช่อดอกเจริญควรพ่น  ยาป้องกันแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยไฟและราแป้งขาวอีก 1-2 ครั้ง ก่อนดอกบาน
  
     ช่วงดอกบานให้น้ำปกติ ปล่อยให้แมลงผสม เมื่อติดฝักที่ 1-2 ขนาดยาว 1-2 ซม. ให้พ่นปุ๋ย 21-21-21 ที่มีอาหารธาตุรองทุก 10 วัน และป้องกันราแป้งด้วย จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกในดินเมื่อติดฝักยาว 2-4 ซม. ต้นละ 2-3 เข่ง ขนาดเข่งละ 20 กก. พ่นยาป้องกันแมลงและราในระยะฝักเจริญเติบโต ป้องกันหนอนเจาะฝักและราแป้ง และใส่ปุ๋ยทางดินเพิ่มขึ้นอาจใช้สูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย อัตราส่วน 2 : 1 ปริมาณต่อต้นใส่เท่า  กับที่ใส่ปุ๋ยให้ครั้งแรก พร้อมกับให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะฝนทิ้งช่วงกลางปีช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. อย่าให้ขาดน้ำมิฉะนั้นจะเกิดรสเปรี้ยวเมื่อฝักสุก ยาป้องกันแมลงและรากต้องพ่นอยู่เสมอ
 
     ช่วงปลายฝนในเดือน ก.ย.-ต.ค. ฝักจะแก่ ควรใส่ปุ๋ยทางดินด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมสูง เช่น 13-13-21, 8-24-24 หรือ 9-24-24  หรือ 0-0-50 หรือ 0-0-60 ต้นละประมาณ 1-2 กก. แล้วแต่ขนาดของต้น เมื่อฝักสุกควรเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวังไม่ให้ฝักแตก ฝักที่เก็บมา ควรแยกเป็นพันธุ์ และคัดขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ฝักที่เก็บเกี่ยวบางครั้งพบคราบดำที่ฝัก เกิดจากราดำขึ้นที่มูลของเพลี้ยจะอยู่ที่ผิวฝัก สามารถขัดออกด้วยฟองน้ำหรือสก๊อตช์ไบรต์ที่ชุ่มน้ำ และ เอาฝักที่ขัดล้างในน้ำไหลผิวจะสวยและน้ำไม่เข้าเนื้อแล้วนำไปอบได้
 
     นอกจากการดูแลต้นมะขามแล้ว อาจารย์ยังได้บอกวิธีอบฝักมะขามอีกว่าทำได้ 3 วิธี คือ 1. อบด้วยตู้แสงอาทิตย์ แบบของกรมส่งเสริมการเกษตร อุณหภูมิ 58-60ํC นาน 1 วัน 2. อบด้วยตู้อบไอร้อนจากแก๊ส อุณหภูมิ 70ํC  นาน 30 นาที 3. นึ่งด้วยไอน้ำเดือด แต่วิธีนี้ไม่นิยมทำเพราะจะทำให้ผิวเปลือกคล้ำและต้องผึ่งให้แห้งหลังนึ่งซึ่งใช้เวลานาน จากนั้นจึงนำไปบรรจุใส่ถุงหรือกล่องพลาสติกเพื่อจำหน่ายต่อไป


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
2
มี.ค.
โพสในหมวด เมนูอาหารที่ใช้มะขาม by Tamarind

เครื่องปรุง

  1. ไข่ไก่ 6 ฟอง
  2. หอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  6. ผักชี 1 ต้น
  7. พริกแดงสด 3 เม็ด
  8. น้ำมันสำหรับทอดไข่ 1/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ล้างเปลือกไข่ให้สะอาด ต้มประมาณ 10 นาที ยกหม้อลง
  2. ตักไข่แช่น้ำเย็น ปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด
  3. ยกกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันพอร้อน ใส่ไข่ที่ต้มแล้วทอดให้เหลืองทั้งลูก
  4. ปอกหัวหอมผ่าซีก ซอยตามยาวเจียวด้วยน้ำมันให้เหลือง แล้วตักขึ้น
  5. เคี่ยวน้ำปลา น้ำตาลทราย มะขามเปียก เป็นยางมะตูม ชิมรสตามชอบ
  6. ผ่าไข่ 2 ซีก จัดใส่จาน นำน้ำที่เคี่ยวแล้วมาตักราด โรยผักชี พริกสดแดงหั่นฝอย

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
2
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามแปรรูป by Tamarind

เครื่องปรุง

  1. มะขามเปียก 1/2 กิโลกรัม
  2. แบะแซ 1 กิโลกรัม
  3. น้ำตาลทรายขาวเม็ดเล็ก 2 (1/2) กิโลกรัม (เก็บไว้ 1/2 กิโลกรัมสำหรับใส่ตอนปั้น)
  4. เกลือป่น
  5. พริกขี้หนูสด

แบะแซ เป็น เจลน้ำ (Liquid glucose) มีลักษณะ ใส ๆ เหนียว ส่วนมากใช้ทำขนม เพราะใส่แบะแซแล้วจะทำให้มีความเหนียว เช่น ใน กระยาสารท ท๊อฟฟี เป็นต้น

วิธีทำ

  1. นำมะขามเปียกมาแช่น้ำให้อ่อน คั้นเอาแต่น้ำมะขาม ใช้ผ้าขาวบางกรองอีกที
  2. นำน้ำมะขามที่กรองแล้ว ใส่แบะแซ พริก เกลือ พริกตำละเอียดใส่กะทะ ชิมรสให้พอดีไฟอ่อน ๆ กวนไปเรื่อย ๆ พอได้ที่ (ถ้าแข็งเติมน้ำลงไป) ใส่น้ำตาลทรายลงไฟ 2 กิโลกรัม แล้วกวนให้เข้ากัน ยกกระทะขึ้น
  3. เอามาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาดพอดี แล้วคลุกกับน้ำตาลทราย ห่อด้วยกระดาษแก้วใส

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.

1. การอยู่ไฟ  สมัยก่อนขณะที่ภรรยาครรภ์แก่ใกล้จะคลอด สามีต้องไปหาฝืนมาเตรียมไว้ให้ภรรยาสำหรับอยู่ไฟหลังคลอด  ห้ามคนอื่นตัดฟืนแทน  ฟืนที่ใช้ในการอยู่ไฟมักใช้ไม้สะแกหรือไม้มะขาม  เพราะเป็นไม้หาง่ายและเมื่อไหม้เป็นถ่านแล้วจะมีขี้เถ้าน้อย  นอกจากนี้ควรจะมีไม้ทองหลางด้วย  เพราะเชื่อว่ากันปวดมดลูกและแก้พิษเลือด  แต่ถ้าเป็นท้องสาวให้ใช้ฟืนไม้เบญจพรรณ  จะได้คุ้นกับการอยู่ไฟด้วยไม้ต่าง ๆ  ได้ดีเมื่อคลอดลูกคนหลัง ๆ เมื่อมารดาคลอดบุตรแล้วต้องรับประทานส้มมะขามเปียกกับเกลือก่อนนอนไฟ  แล้วอยู่ไฟด้วยเตาเชิงกรานนานถึง 15 - 30 วัน   

 
โดยมีหมอผู้ประกอบพิธีทำน้ำมนต์ประพรมเตาไฟ  เสกข้าวกับเกลือพ่นหลังพ่นท้องผู้ที่จะอยู่ไฟ และพ่นเตาไฟด้วย  พิธีนี้เรียกว่า  ดับพิษไฟ  นอกจากนี้ในพิธีจะต้องประกอบด้วยธูปเทียน ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู และกระทงเล็ก ๆ  ใส่กุ้งพล่าปลายำวาง  4 มุมของเตาไฟ แล้วมารดาต้องกราบไหว้เตาไฟเพื่อระลึกถึงคุณพระเพลิง พระพาย  พระธรณี  และพระคงคา  จากนั้นหมอจะเสกขมิ้นกับปูนทาหลังทาท้อง  แล้วมารดาจึงจะขึ้นไปอยู่ไฟบนกระดาน  และรับประทานยาแก้โลหิตเช้าเย็นจนกว่าจะออกไฟ

2.  การฝังรก  ในสมัยโบราณเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว  หมอตำแยจะตัดรกล้างให้สะอาด  แล้วใส่หม้อตาลใส่เกลือทับรกไว้  เพราะเชื่อกันว่าจะป้องกันไม่ให้ทารกเจ็บป่วยหรือพุพองได้  จากนั้นจึงนำหม้อตาลวางไว้ริมเตาไฟที่มารดาใช้อยู่ไฟ เชื่อกันว่าจะทำให้สายสะดือทารกแห้งเร็ว  เมื่อครบ 3 วัน บิดาจะนำหม้อรกไปฝังซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ทำพิธีตั้งชื่อเด็ก  ในการฝังรกต้องกำหนดที่ฝั่งโดยดูว่าเด็กเกิดวันใด จะต้องฝังรกไว้ที่ใด เพราะถือว่าจะเกิดสิริมงคลแก่เด็ก หลังจากบิดาฝังรกเสร็จแล้วขากลับบ้านจะต้องเก็บพืชไร่  พืชผลติดมือมาด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อเด็กโตจะได้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน เป็นคนขยัน และรู้จักทำมาหากิน

 

3.  การตั้งชื่อทำขวัญ  เมื่อบุตรนอนอยู่ในกระด้งครบ 3 วัน  บิดามารดาก็จะมีพิธีบายศรีปากชามทำขวัญ และยกบุตรจากกระด้งเพื่อเอาลงนอนเปล  ซึ่งภายในเปลจะมีถุงใส่ข้าวตอก ข้าวเปลือก ถั่วเขียว งา และเมล็ดฝ้ายอย่างละหนึ่งกำมือ มีหินบดสำหรับแม่และลูก และมีฟักเขียวหนึ่งลูก  จากนั้นจึงอาบน้ำทาแป้งเด็กให้ขาวแล้วเอานอนเปล  ถ้าเป็นเด็กชายจะใส่สมุดดินสอลงไป  แต่ถ้าเป็นหญิงก็จะใส่เข็มใส่ด้าย  จากนั้นจึงทำพิธีเวียนเทียนจนครบ  3 รอบ  แล้วเอาสายสิญจน์ปัดเคราะห์โศก โรคภัย  ออกไปทางปลายมือข้างละ  3 ที  แล้วจึงนำสายสิญจน์ใหม่ผูกข้อมือเด็ก  เอากระแจจันทน์เจิมที่หน้าผากแล้วอวยพรหลั่งน้ำมนต์ลงในเปล  เอาใบมะตูมวางลงในเปลแล้วเจิมที่หัวนอน  นำถุงต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ลงเปลทั้งสองข้าง  เอาหินบดวางไว้ข้างหนึ่ง เอาฟักวางไว้อีกข้างหนึ่ง จากนั้นนำแมวที่ตกแต่งสวยงามวางลงในเปล สิ่งของที่วางในเปลล้วนมีความหมายทั้งสิ้น  เช่น  ต้องการให้เด็กเจริญงอกงามเหมือนถั่ว ให้เนื้อเย็นเหมือนฟัก ให้หนักเหมือนหิน และให้รู้อยู่รู้กินเหมือนแมว  เป็นต้น  พิธีนำเด็กลงเปลนี้มักนิยมทำพร้อมกับการตั้งชื่อ  โดยดูจากวันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟาก  แล้วนำมาผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อจะตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลต่อไป


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
 

;