มะขาม.com - Tamarind Blog

13
ก.พ.
โพสในหมวด มะัขามเพื่อสุขภาพ by Tamarind
ตารางแสดงคุณค่าอาหารส่วนที่กินได้ 100 กรัม
พลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซีน วิตามินซี เบต้า-แคโรทีน ใยอาหาร
กิโลแคลอรี่ กรัม มิลลิกรัม RE กรัม
ยอดอ่อน 55 3.6 0.3 9.4 19 38 1 - 0.23 2.4 53 38.07* -
ฝักสด 70 2.3 0.2 14.7 429 14 3 0.08 0.34 1.5 44 7.91* -

กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธาณสุข, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย, 2535
* = วิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
RE = ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล
- = ไม่มีการวิเคราะห์
tr = มีปริมาณเล็กน้อย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.
โพสในหมวด มะัขามเพื่อสุขภาพ by Tamarind

     ในสังคมยุคปัจจุบัน ถึงแม้จะเป็นสังคมยุคใหม่ที่ทันสมัยและเจริญก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยี แต่นั่นเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คนสมัยใหม่ละเลยสุขภาพร่างกายของตน มุ่งแต่จะทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ จนกลายเป็นโรคต่างๆมากมาย เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเครียด และเทคโนโลยีบางอย่างก็เป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น เครื่องยนต์ที่ปล่อยก๊าซพิษสู่อากาศ หรือ โรงงานที่ปล่อยสารเคมีลงในน้ำ ซึ่งเมื่อสิ่งแวดล้อมเป็นมลพิษ ก็ส่งผลถึงสุขภาพร่างกายของมนุษย์เราด้วย ด้วยเหตุนี้คนไทยเราจึงเริ่มหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันมากขึ้น เห็นได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับชาเขียว คอร์สลดน้ำหนัก รักษารูปร่าง หรือสถานบริการสปา ต่างก็ได้รับความนิยม สาเหตุก็เนื่องจากคนไทยเรามีความเชื่อว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์ หรือใช้บริการเหล่านั้น จะทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น บางคนก็โชคดีที่ทำแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่บางคนหลับโชคร้าย เพราะนอกจากไม่ได้ผลดีแล้วยังเกิดผลร้ายตามมา  ดังจะเห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ ว่ามีผู้บริโภคถูกหลอกให้ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพปลอม หรือ บริการที่ไม่ได้รับมาตราฐาน แต่กระนั้นเองก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ เกินจริง  เพราะอยากให้ตนมีสุขภาพดี

     หลายคนคงหลงลืมไปว่าการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่ออยากจะมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง ก็ควรจะเริ่มจากการดูแลสุขภาพจากภายใน คือ การใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ทานอาหารที่มีคุณค่าครบห้าหมู่ ให้ไขมันต่ำ เช่น ผัก ผลไม้ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนในสมัยนี้ ปู่ย่าตายายของเราก็ใช้วิธีง่ายๆเหล่านี้เพื่อการมีสุขภาพดี เพราะพวกเขารับประทานอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์มากต่อสุขภาพ และทำงานที่มีการออกแรง หรือทำงานบ้านด้วยตนเอง ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนสมัยนี้ เมื่อพวกเขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากันด้วยพืชสมุนไพรธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่าสมัยก่อนต่างจากสมัยนี้โดยสิ้นเชิง คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะคิดว่าการมีสุขภาพดีเป็นเรื่องของการดูแลจากภายนอก และมีค่านิยมความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมากมาย จนทำให้มีโรคแปลกๆเกิดขึ้นใหม่มากมาย และคร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมหาศาล

     หนึ่งในวิธีที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีได้ง่ายที่สุดก็ คือ การรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะวิตามินซีจากผลไม้เป็นสารอาหารที่หาได้ง่ายๆจากธรรมชาติ มีคุณประโยชน์มากมาย และที่สำคัญราคาไม่แพงถ้าเทียบกับวิตามินซีสังเคราะห์ หรืออาหารเสริมสังเคราะห์อื่นๆ

     วิตามินซี จัดเป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า กรดแอสคอร์บิค (ascorbic acid) พบได้ในผักผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะที่มีรสเปรี้ยว เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง มะขาม มะม่วง สตอร์เบอรี่ วิตามินซีมีสรรพคุณเลื่องลือด้านการรักษาโรคหวัด และวิตามินซีมีหน้าที่ในร่างกาย คือ สร้างสารคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เส้นผม ฟัน เหงือก และกระดูกแข็งแรง และรักษาบาดแผล และแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก วิตามินซียังช่วยสร้างสื่อประสาทที่ชื่อว่า นอร์อะดีนาลีน (noradrenaline) ซึ่งควบคุมการไหลเวียนของโลหิต และสารซีโรโทนิน (serotonin) ซึ่งช่วยให้นอนหลับ ถ้าขาดวิตามินซีร่างกายอาจอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และติดเชื้อได้ง่าย ถ้าขาดรุนแรงจะทำให้เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน (scurvy) โรคนี้พบเป็นครั้งแรกเมื่อหลายศตวรรษมาแล้ว เป็นกันมากในหมู่ชาวเรือสมัยก่อนที่ต้องเดินทางรอนแรมกลางทะเล ไม่มีโอกาสกินผักหรือผลไม้สดเลย ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการ เหงือกอักเสบ ฟันหลุด เป็นแผลแล้วหายยาก กระดูกอ่อน และรู้สึกสับสน แม้ว่าสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบวิตามินซี แต่ราชนาวีอังกฤษก็หาทางป้องกันโรคนี้ได้สำเร็จ โดยการแจกจ่ายมะนาวแก่ทหารเรือ

     ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างวิตามินซีจากกลูโคสได้เหมือนกับสัตว์ส่วนใหญ่ จึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินซีจากอาหารเป็นประจำ วิตามินซีเป็นวิตามินที่ถูกทำลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสอากาศ เพราะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน หรือถูกแสง หรือผ่านความร้อน

     โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินซีวันละ 60 มิลลิกรัม ซึ่งจะได้จากการรับประทานส้มขนาดกลาง 2 ผล หรือฝรั่ง 4-5 ชิ้น ส่วนคนสูบบุหรี่ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนไม่สูบ คือวันละ 80 มิลลิกรัมขึ้นไป วิตามินซียังช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช (iron-haem iron) ไปใช้ได้ดีขึ้น จึงเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่กินมังสวิรัติ หรือคนที่กินเนื้อสัตว์น้อย ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารจากพืชที่ให้ธาตุเหล็ก ควรมีผลไม้หรือน้ำผลไม้ในมื้ออาหารนั้นด้วย

     ผลไม้ที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เวลาพูดถึงผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ก็คงจะหนีไม่พ้น ผลไม้ตระกูลส้ม ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นที่น่าทึ่งที่ส้มขนาดกลางๆสัก 2 ผล ก็ให้วิตามินซีเพียงพอที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส้มมีวิตามินซีที่ช่วยผลิตสารคอลลาเจนซึ่งเป็นสารบำรุงสุขภาพผิวพรรณ และรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ทั้งยังเป็นสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงขจัดยับยั้งการก่อตัวของมะเร็งบางชนิดได้ นอกจากวิตามินซีแล้ว ส้มยังมีเบตาแคโรทีน วิตามินบี 1 โฟเลต และธาตุโพแทสเซียมอีกด้วย  ส้มยังมีคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆอีกมาก เยื่อบางๆระกว่างกลีบส้มมีสารเพ็กทินซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายในน้ำ  สารเพ็กทินปริมาณสูงๆช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้นหากเราต้องการได้รับประโยชน์สูงสุด ก็ควรกินส้มทั้งลูกดีกว่านำไปคั้น

     เราอาจได้ยินชื่อเสียงของมะขาม ว่าเป็นผลไม้ที่มีรสทั้งหวาน และเปรี้ยว หรืออาจมีสามรส แต่ใครหลายคนคงไม่รู้ว่ามะขามนั้นก็มีวิตามินซีในปริมาณพอสมควรเช่นเดียวกัน กับผลไม้หลายๆชนิด เราอาจทำอาหารพื้นบ้านง่ายๆเช่น ใบมะขามอ่อนต้มโคล้ง ซึ่งเตรียมง่าย เรียกน้ำย่อยได้ทุกครั้งที่ขึ้นโต๊ะอาหาร ฝักมะขามอ่อนใช้ จิ้มกะปิเปรี้ยวลิ้น หรือนำมาตำกับกะปิหอมแดงพริกขี้หนูแต่งรสตามชอบใจ ก็จะได้น้ำพริกมะขามเป็นอาหารคาวซึ่งให้วิตามินซีพอประมาณ ส่วนมะขามเปียก หรือเนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด  แกะเอาแต่เนื้อโรยเกลือคลุกเคล้า ใส่ภาชนะปิดสนิท ก็สามารถนำมาแต่งรสเปรี้ยวให้อาหารได้หลายชนิด หรือนำมาละลายน้ำ แต่งรสด้วยน้ำตาลกับเกลือ เติมน้ำแข็ง ก็จะได้เครื่องดื่มเปรี้ยวจี๊ด จิบแล้วแจ่มใส ช่วยระบายท้องอ่อนๆอีกด้วย และกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาริก และกรดซิตริก ในเนื้อมะขามมีฤทธิ์ระบายและลดความร้อนของร่างกาย นอกจากนี้เมล็ด ราก และเปลือกมะขามยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เรียกว่าใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนเลยทีเดียว

     ส่วนผลไม้อีกชนิดที่มีวิตามินซีสูงไม่แพ้กัน ก็คือ มะนาว มะนาวนิยมปลูกมั่วไปในประเทศไทย เพราะเป็นเครื่องปรุงรสคู่อาหารไทยมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานโปรด อย่างต้มยำกุ้ง อาหารยำทุกชนิด หรือน้ำพริกส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าคนที่ชอบทานอาหารไทยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการขาดวิตามินซี คุณสมบัติของมะนาวก็คล้ายกับผลไม้ตระกูลส้มคือมีสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิดได้  น้ำมะนาวคั้นสดๆ 1 แก้วเล็ก ให้พลังงานเพียง 9 กิโลแคลอรี แต่มี วิตามินซีสูงมาก นอกจากรับประทานแก้เลือดออกตามไรฟันแล้ว ยังช่วยป้องกันการเป็นหวัด ขับเสมหะ และแก้ไอเจ็บคอได้อีกด้วย หากบีบมะนาวใส่ผลไม้บางชนิด เช่น มะละกอ และสับปะรด ก็จะทำให้มีรสอร่อยขึ้น น้ำมะนาวยังใช้หมักเนื้อทำให้เนื้อนุ่ม และอาหารที่ปรุงรสด้วยมะนาวนั้นแทบไม่ต้องใส่เกลือ จึงเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงหรือ โรคไต ซึ่งต้องกินอาหารที่มีเกลือโซเดียมต่ำ

     ฝรั่ง ซึ่งเป็นเหมาะอาหารลดน้ำหนักในหมู่สาวๆ เพราะนอกจากมีวิตามินซีสูงแล้ว ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและใยอาหารด้วย มีรสหวานอมเปรี้ยว กรอบและฉ่ำน้ำ เมล็ดแข็งๆใจกลางผลฝรั่งนั้น มักไม่กินกัน ทั้งๆที่กินได้ และยังมีวิตามินซีมากพอๆกับเนื้อฝรั่ง ในปริมาณน้ำหนักที่เท่ากัน ฝรั่งมีวิตามินซีเป็น 4 เท่าของส้มจีน หรือส้มเกลี้ยง หรือ 8 เท่าของส้มเขียวหวาน ฝรั่งสดขนาด 100 กรัม ให้วิตามินซีเกินกว่า 2 เท่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส่วนฝรั่งบรรจุกระป๋องแม้ว่าจะสูญเสียวิตามินซีเกือบร้อยละ 25 แต่ก็ยังถือว่ามีวิตามินซีอยู่สูงมาก น้ำฝรั่งคั้นสด 1 แก้วจะให้วิตามินซีในปริมาณที่ร่างกายคนเราควรได้รับในแต่ละวัน

     และหากพูดถึงมะละกอ หลายๆคนก็จะจัดมันอยู่ในหมู่อาหารลดน้ำหนัก มะละกอสามารถนำมาเป็นอาหารทั้งสุกและดิบ มะละกอดิบนำมาทำส้มตำ หรือสลัดรสแซบแบบไทยๆที่มีรสชาติ และคุณค่าเพิ่มขึ้นจาการเติมกุ้งแห้ง ถั่วลิสง และผักอื่นๆ คนไทยยังใช้มะละกอดิบทำแกงส้ม ผัดไข่ ต้มจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงต่างๆ มะละกอดิบยังแช่อิ่มหรือตากแห้งเก็บไว้กินเล่นได้ คุณค่าของมะละกอจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อรอจนสุก เป็นผลไม้ที่น่ากิน รสหวาน เนื้อนุ่ม ให้คุณค่าของแคโรทีนและวิตามินซีสูง มะละกอจำนวน 10 ชิ้นขนาดพอดีคำ (เท่ากับผลไม้ 1 ส่วน) จะให้วิตามินซีในปริมาณเกินกว่าที่ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการในแต่ละวัน แถมให้แคลเซียมและเหล็กอีกด้วย

     อาจเคยได้ยินตำรับยากลางบ้านกล่าวว่าเนื้อสับปะรดหวานช่ำนั้นมีฤทธิ์ในการรักษาโรคนานาชนิด  คำกล่าวนี้ดูจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม สับปะรดไม่ได้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากขนาดนั้น สับปะรด 1 ซีก (ปริมาณ 100 กรัม) ) จะให้วิตามินซีในปริมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน และให้พลังงานประมาณ 50  กิโลแคลอรี ในสมัยก่อนชาวบ้านใช้น้ำสับปะรดกลั้วคอ เพื่อแก้อาการเจ็บคอ และเชื่อกันมานานแล้วว่าการกินสับปะรดจะช่วยบรรเทาอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น เยื่อเมือกอักเสบ ข้ออักเสบ หลอดลมอักเสบ และอาการไม่ย่อย ซึ่งก็ได้มีการวิจัยในกรณีนี้ พบว่าสับปะรดมี เอนไซม์โบรเมอเลน อาจช่วยสลายลิ่มเลือดและมีประโยชน์ในการรักษาโรคหัวใจ

     มะม่วง มีทั้งวิตามินซีและเบตาแคโรทีนสูง ขณะยังดิบมะม่วง จะเปรี้ยวและอุดมไปด้วยวิตามินซีและใยอาหาร แต่มะม่วงสุกจะมีเบตาแคโรทีนสูง ซึ่งร่างกายเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ รวมทั้งมีน้ำตาลสูงด้วย  คนไทยทานมะม่วงทั้งดิบและสุก มะม่วงดิบนำมาทำอาหารได้กลายอย่าง เช่น ยำมะม่วง มะม่วงน้ำปลาหวาน น้ำพริกมะม่วง ส้มตำมะม่วง สำหรับมะม่วงสุกกินกับข้าวเหนียวมูน ส่วนยอดมะม่วงกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ได้คุณค่าของวิตามืนซีและฟอสฟอรัส

     ผลไม้เมืองหนาวตระกูลหนึ่งที่มีวิตามินซีสูง และรสชาติอร่อย คือ ลูกเบอรี่ เบอรี่ (berry) เป็นคำเรียกผลไม้ลูกเล็กๆที่มีเนื้อมาก และฉ่ำน้ำ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดเนื้อนุ่ม เช่น สตอร์เบอรี่ และ ราสเบอรี่ และชนิดเนื้อแข็งแน่น เช่น เคอรแรนด์ และ แครนเบอรี่  ผลไม้จำพวกเบอรี่มีวิตามินซีที่เสริมสร้างระบบคุ้มกันของร่างกายในปริมาณต่างๆกัน ลูกเบอรี่สดให้พลังงานน้อย ส่วนเบอรี่กระป๋องอาจมีน้ำตาลมากเป็นพิเศษ และให้พลังงานสูงกว่า

     สตอร์เบอรี่ (strawberry) วิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาลูกเบอรี่ทั้งหมด และสูงกว่าผลไม้อื่นแทบทุกชนิด ทั้งยังให้พลังงานต่ำ คือ 19  กิโลแคลอรี ต่อ 100 กรัม สตอร์เบอรี่นิยมรับประทานกับของหวาน เช่น เค้ก หรือ ไอศกรีม แต่ถ้าจะให้ดี ทานเปล่าก็อร่อยแถมไม่ทำให้อ้วนด้วย หรือ จะ นำไปปั่นเป็นน้ำสตอร์เบอรี่ก็รสชาติชื่นใจไปอีแบบ  นอกจากนี้ตำรายาแผนโบราณใช้สตอร์เบอรี่เป็นยาชำระล้างระบบย่อยอาหารมาช้านาน

     บลูเบอรี่ (blueberry) ลูกสดมีรสหวาน กินดิบๆได้ ไม่เหมือนเบอรี่ชนิดอื่นๆที่มีรสเปรี้ยวมากต้องนำมาเชื่อมน้ำตาล บลูเบอรี่มีวิตามินซีมากพอสมควร คือ 100 กรัม จะให้วิตามินซีประมาณ 10 มิลลิกรัม บลูเบอรี่ตากแห้งใช้รักษาท้องร่วงและอาหารเป็นพิษได้ นอกจากนี้มีการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้พบว่า บลูเบอรี่อาจป้องกันการเสื่อมของสายตา การเกิดต้อหิน ต้อกระจกและโรคตาอื่นๆด้วย

     แบล็กเบอรี่ (blackberry) มีวิตามินซีมากพอที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย น้ำแบล็กเบอรี่สด เป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะมีคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน ตำราสมุนไพรแนะนำว่าใบแบล็กเบอรี่นำมาชงดื่มรักษาอาการท้องร่วง และบรรเทาอาการคัดจมูกได้

     ราสเบอรี่ (raspberry) เป็นแหล่งของวิตามินซีที่ช่วยรักษาผิวหนัง กระดูกและฟัน ให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีโฟเลต และใยอาหาร นักธรรมชาติบำบัดใช้น้ำราสเบอรี่ชำระล้างพิษในระบบทางเดินอาหาร และเป็นยาลดไข้ น้ำส้มสายชูที่ทำจากราสเบอรี่ยังใช้กลั้วคอ แก้เจ็บคอ และนำไปปรุงเป็นยาน้ำแก้ไอได้อีกด้วย

     ผลไม้อีกจำพวกหนึ่งที่ให้วิตามินซี และเบตาแคโรทีนสูง คือ มะปราง และมะไฟ โดยมะปรางสุกมีวิตามินซีสูง  เนื้อมะปราง 100 กรัม ให้วิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันเละช่วยบำรุงสายตา และผิวหนัง ตำรายาพื้นบ้านแนะนำให้ใช้รากมะปรางแก้ถอนพิษไข้ได้ทั้งปวงมะเฟืองมีวิตามินซีพอสมควร ผลอ่อน ใช้แต่งรสเปรี้ยว ทำผักแนมได้รสชาติอร่อยลิ้น กลิ่นหอมชื่นใจ ในต่างประเทศยังนิยมนำไปทำ แยม เยลลี หรือผสมในสลัด และน้ำคั้นจากผลมะเฟืองผสมในเครื่องดื่ม ยังมีสรรพคุณ เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และแก้เลือดออกตามไรฟัน แต่ขณะเดียวกันมะยมซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดกลับมีวิตามินซีอยู่เพียงเล็กน้อย อาจกล่าวได้ว่าผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่ได้หมายความว่าจะมีวิตามินซีสูงเสมอไป แต่หากเด็ดยอดมะยมมาทำผักจิ้มน้ำพริกกลับได้วิตามินสูงกว่าถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

     มีผลไม้อีกหลายชนิดที่มีวิตามินซีอยู่บ้าง ไม่มากนัก เช่น ลิ้นจี่ ลูกแพร์ องุ่น โดยลูกแพร์ 100 กรัม มีปริมาณวิตามินซีอยู่ประมาณ 3.1 มิลลิกรัม และองุ่น100 กรัม (ประมาณ 20 ลูกขนาดกลาง) มีปริมาณวิตามินซีอยู่ 4-5  มิลลิกรัม ซึ่งผลไม้เหล่านี้มักมีน้ำตาลอยู่ปริมาณสูง อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าวิตามินซีมีอยู่ในผลไม้แทบทุกชนิดเลยทีเดียว แม้ในผลไม้ที่มีน้ำตาลปริมาณสูงก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นหากรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรระวังอย่ารับประทานมากจนเกินไป

     อาหารทุกชนิดหากมีทั้งคุณและโทษ วิตามินซีก็เช่นกัน หากได้รับวิตามินซีเกินขนาดมากๆติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน นอนไม่หลับ เป็นนิ่วในไตได้ ฉะนั้นก็ควรระมัดระวังด้วย

     จากวิตามินซีในผลไม้ตัวอย่างข้างต้น จะพบว่าวิตามินซีธรรมชาติที่ได้จากผลไม้นั้นมีคุณประโยชน์มากมายนอกจากจะช่วยบำรุงร่างกายของเราให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะช่วยร่างกายสร้างภูมิต้านทานเชื้อโรค และยังเป็นสารต้านออกซิเดชัน ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ

     วิตามินซีธรรมชาติที่ได้จากผลไม้ยังสามารถรักษาโรคต่างๆที่เกิดขึ้นให้หายได้อีกด้วย  รวมทั้งในผลไม้แต่ละชนิดที่มีวิตามินซีนั้น ก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินชนิดต่างๆ แร่ธาตุสารอาหารอื่นๆ และเส้นใยอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารและขับถ่าย ทำให้ร่างกายขับถ่ายได้ดี รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบอื่นๆด้วย และผลไม้เหล่านั้นยังมีประโยชน์ในด้านต่างๆอีกมากมายนอกจากใช้รับประทานเป็นอาหาร ฉะนั้นการรับประทานหรือนำวิตามินซีธรรมชาติที่ได้จากผลไม้มาใช้ในรูปต่างๆดังที่กล่าวไปในรายละเอียดของผลไม้แต่ละชนิดนั้น จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และมีประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับวิตามินซีที่ได้จากการสังเคราะห์  ซึ่งไม่มีกากอาหาร และไม่ได้รับไม่มีสารอาหารที่ประโยชน์อื่นร่วมด้วย

     เมื่อทราบถึงสุขภาพดีที่มีง่ายๆ ด้วยวิตามินซีธรรมชาติจากผลไม้แล้ว และนำไปปฏิบัติ เพียงเท่านี้รับรองว่าคุณจะมีรู้จักคำว่าสุขภาพดีอย่างแท้จริง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขทั้งกายและใจในสังคมยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
7
ก.พ.
โพสในหมวด มะัขามเพื่อสุขภาพ by Tamarind

การทำลูกประคบ
อุปกรณ์การทำลูกประคบ

  1. ผ้าดิบสำหรับห่อลูกประคบ, เชือก
  2. ตัวยาที่ใช้ทำลูกประคบ
  3. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบ
  4. จานรองลูกประคบ
  5. กะละมัง ถุงมือ ผ้าขนหนู

ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ

  1. ไพล (500 กรัม)  - แก้ปวดเมื่อยลดการอักเสบ
  2. ผิวมะกรูด (100 กรัม) - ถ้าไม่มีใช้ใบแทนได้ มีน้ำมันหอมระเหย แก้ลมวิงเวียน
  3. ตะไคร้บ้าน (200 กรัม) - แต่งกลิ่น
  4. ใบมะขาม (100 กรัม) - แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยบำรุงผิว
  5. ขมิ้นชัน (100 กรัม) - ช่วยลดอาการอักเสบ   แก้โรคผิวหนัง
  6. ใบส้มป่อย (50 กรัม) - ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง  ลดความดัน
  7. การบูร (30 กรัม) - แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ
  8. เกลือ (60 กรัม) - ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้สะดวกก้น
  9. พิมเสน (30กรัม ) - แต่งกลิ่น  แก้พุพอง ผดผื่น บำรุงหัวใจ

วิธีการทำลูกประคบ

  1. หั่นหัวไพล  ขมิ้นอ้อย  ตะไคร้  ผิวมะกรูด  ตำพอหยาบๆ
  2. นำใบมะขาม  ใบส้มป่อย  ตำผสมกับข้อ 1. เสร็จแล้วให้ใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันแต่อย่าให้แฉะเป็นน้ำ
  3. แบ่งตัวยาที่ตำเรียบร้อยแล้วเป็น 2 ส่วน เท่าๆ กัน โดยใช้ผ้าขาวห่อเป็นลูกประคบรัดด้วยเชือกให้แน่น
  4. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งในหม้อนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15 – 20 นาที
  5. นำลูกประคบที่ความร้อนได้ที่แล้วมาประคบผู้ป่วยที่มีอาการต่างๆ  โดยสับเปลี่ยนลูกประคบ

การเก็บรักษาลูกประคบ

  • ลูกประคบสมุนไพรที่ทำครั้งหนึ่ง สามารถเก็บไว้ใช้ได้ 3 -5 วัน
  • ควรเก็บลูกประคบไว้ในตู้เย็น จะทำให้เก็บได้นานขึ้น (ควรเช็คตัวยาในห่อลูกประคบด้วยถ้ามีกลิ่นบูดไม่ควรเก็บไว้)
  • ถ้าลูกประคบแห้ง ก่อนใช้ควรพรมด้วยน้ำหรือเหล้าขาว
  • ถ้าลูกประคบที่ใช้มีสีเหลืองอ่อนลง  แสดงว่ายาที่ใช้จืดแล้ว (คุณภาพน้อยลง) จะใช้ไม่ได้ผล
  • เมื่อต้องการนำไปใช้ใหม่  ต้องเปลี่ยนผ้าห่อลูกประคบผืนใหม่
  • เวลาที่จะเก็บไว้ และเอาออกมาใช้ใหม่ ควรเติมเกลือ และพิมเสน การบูร อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการประคบ

  1. จัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสม  เช่น นอนหงาย นั่ง นอนตะแคง  ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่จะทำการประคบสมุนไพร
  2. นำลูกประคบที่ร้อนได้ที่แล้วมาประคบบริเวณที่ต้องการประคบ  (การทดสอบความร้อนของลูกประคบ โดยแตะที่ท้องแขนหรือฝ่ามือของผู้ประคบ)
  3. ในการวางลูกประคบบนผิวหนังคนไข้โดยตรง ในช่วงแรกๆต้องทำด้วยความเร็ว ไม่วางแช่นานๆ เพราะคนไข้จะทนความร้อนไม่ได้มาก
  4. เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงก็สามารถวางลูกประคบอีกลูกหนึ่งแทน  (นำลูกเดิมไปนึ่งต่อ)
  5. ทำซ้ำตามข้อ 2, 3, 4

โรคหรืออาการที่สามารถบำบัดรักษาด้วยการประคบสมุนไพร
โรค / อาการที่สามารถบำบัดรักษาด้วยการประคบสมุนไพรตามแนวทางเวชปฏิบัติด้านการ แพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ข้อห้าม ข้อควรระวังในการประคบสมุนไพร
ข้อห้าม  ข้อควรระวังในการประคบสมุนไพรตามแนวทางเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

อาการแทรกซ้อนและการดูแลเบื้องต้น
อาการแทรกซ้อนและการดูแลเบื้องต้น ตามแนวทางเวชปฏิบัติด้านการแพทย์แผนไทย ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ ของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 


 หน้าที่ 1 จาก 1 

 1 


 

;