การขยายพันธุ์มะขามอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนยอด เนื่องจากการเปลี่ยนยอดมีข้อดีหลายประการ คือ 1. ได้ต้นพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง 2. มีการเจริญเติบโตเร็วไม่ชะงัก 3. สามารถบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการ
ขั้นตอนในการเปลี่ยนยอดมะขาม
1.1 พลาสติกใสแถบกว้างขนาด 3/4 นิ้ว หรือ 1 นิ้ว 1.2 กรรไกรตัดแต่งกิ่ง 1.3 มีดขยายพันธุ์ เทคนิค มีดขยายพันธุ์ จะต้องเป็นมีดที่คมและพอเหมาะต่อการปฏิบัติงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นมีดที่มีราคาแพงแต่จะต้องลับให้คมอยู่เสมอ
1.1 พลาสติกใสแถบกว้างขนาด 3/4 นิ้ว หรือ 1 นิ้ว 1.2 กรรไกรตัดแต่งกิ่ง 1.3 มีดขยายพันธุ์
เทคนิค มีดขยายพันธุ์ จะต้องเป็นมีดที่คมและพอเหมาะต่อการปฏิบัติงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นมีดที่มีราคาแพงแต่จะต้องลับให้คมอยู่เสมอ
การเปลี่ยนยอดมะขาม ทำได้ 2 วิธีคือ 2.1 เปลี่ยนยอดบนต้นตอที่มีขนาดเล็กในถุงพลาสติก วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันเพราะประสบผลสำเร็จน้อย 2.2 เปลี่ยนยอดต้นตอที่ปลูกในแปลง เทคนิค ต้นตอที่ปลูกในแปลงมีอายุระหว่าง 8 เดือน ถึง 2 ปี หรือต้นตอที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป (ปลูกโดยวิธีเพาะเมล็ด) โดยใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร ขุดหลุมปลูกขนาด 60 x60 x60 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยคอกหลุมละ 1-2 บุ้งกี๋ คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากัน นำต้นตอที่เพาะในถุงพลาสติกลงปลูก หลังจากปลูกต้นตอได้ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี เช่น ใช้ปุ๋ยยูเรียประมาณต้นละ 1 ช้อนชา โรยรอบโคนต้นให้ห่างจากต้นพอประมาณ พรวนดินรอบโคนต้นเพื่อให้ปุ๋ยคลุกเคล้าเข้ากับดิน แล้วจึงรดน้ำตาม ควรใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 2-3 ครั้ง โดยใส่ห่างกันครั้งละ 1 เดือน 1 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนทำการเปลี่ยนยอดประมาณ 10-15 วัน ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นตอลอกเปลือกได้ง่ายขึ้น ต้นตอที่ทำการเปลี่ยนยอดควรมีอายุ 8 เดือนถึง 2 ปี ไม่ควรเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่มีอายุมากกว่านี้ เพราะจะไม่ค่อยติดเนื่องจากต้นตออายุมากเกินไป
การเปลี่ยนยอดมะขาม ทำได้ 2 วิธีคือ 2.1 เปลี่ยนยอดบนต้นตอที่มีขนาดเล็กในถุงพลาสติก วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันเพราะประสบผลสำเร็จน้อย 2.2 เปลี่ยนยอดต้นตอที่ปลูกในแปลง
เทคนิค ต้นตอที่ปลูกในแปลงมีอายุระหว่าง 8 เดือน ถึง 2 ปี หรือต้นตอที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป (ปลูกโดยวิธีเพาะเมล็ด) โดยใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร ขุดหลุมปลูกขนาด 60 x60 x60 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยคอกหลุมละ 1-2 บุ้งกี๋ คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากัน นำต้นตอที่เพาะในถุงพลาสติกลงปลูก หลังจากปลูกต้นตอได้ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี เช่น ใช้ปุ๋ยยูเรียประมาณต้นละ 1 ช้อนชา โรยรอบโคนต้นให้ห่างจากต้นพอประมาณ พรวนดินรอบโคนต้นเพื่อให้ปุ๋ยคลุกเคล้าเข้ากับดิน แล้วจึงรดน้ำตาม ควรใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 2-3 ครั้ง โดยใส่ห่างกันครั้งละ 1 เดือน 1 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนทำการเปลี่ยนยอดประมาณ 10-15 วัน ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นตอลอกเปลือกได้ง่ายขึ้น ต้นตอที่ทำการเปลี่ยนยอดควรมีอายุ 8 เดือนถึง 2 ปี ไม่ควรเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่มีอายุมากกว่านี้ เพราะจะไม่ค่อยติดเนื่องจากต้นตออายุมากเกินไป
เทคนิค ควรเป็นยอดที่สมบูรณ์ปราศจากโรค-แมลงเปลือกมีสีเขียวอมน้ำตาล ใบชุดสุดท้ายเริ่มเปลี่ยนเป็นใบแก่ ใช้กรรไกรตัดยอดพันธุ์ให้ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตัดแต่ใบออกให้หมดเพื่อป้องกันการคายน้ำตัดส่วนยอดพันธุ์ออกเล็กน้อย จากนั้นนำยอดพันธุ์ใส่ในถุงพลาสติกและเก็บในที่ร่ม เพื่อรักษายอดพันธุ์ให้สดอยุ่เสมอ ข้อสำคัญ ไม่ควรตัดยอดพันธุ์ทีละมาก ๆ เพราะจะทำให้ยอดพันธุ์คายน้ำซึ่งจะมีผลทำให้เปอร์เซนต์การติดลงลง
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการเปลี่ยนยอด โดยเฉือนยอดพันธุ์ให้แผลยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร เฉือนให้ตาของยอดพันธุ์ดีอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เสร็จแล้วจึงเปิดเปลือกต้นตอโดยกรีดแผลจากบนลงมาล่าง 2 แผล ให้แผลห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วกรีดแผลด้านบนให้ประสานกัน ใช้ปลายมีดขยายพันธุ์เปิดเปลือกต้นตอ แล้วลอกเปลือกให้มีความยาวเท่ากับแผลของยอดพันธุ์ สอดยอดพันธุ์ดีเข้ากับแผลของต้นตอ แล้วเฉือนเปลือกต้นตอออกให้เหลือประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้พลาสติกใสพันต้นตอและยอดพันธุ์ดี โดยพันจากด้านล่างขึ้นด้านบน พันให้ปิดยอดพันธุ์ ควรพัน 2 รอบ ระหว่างพันพลาสติกควรดึงพลาสติกให้ตึงอยู่เสมอเพื่อให้รอยแผลสนิทกันดียิ่งขึ้น
หลังเปลี่ยนยอด 1 สัปดาห์ ให้ตรวจดูยอดพันธุ์ถ้ายอดพันธุ์ดีเปลี่ยนเป็นสีดำหรือน้ำตาลแสดงว่ายอดไม่ติดควรเปลี่ยนยอดใหม่ให้สูงจากรอยแผลเดิมเล็กน้อย ถ้ายอดพันธุ์ดีเป็นสีเขียวสดอยู่แสดงว่ายอดติด ใช้ปลายมีดกรีดพลาสติกเฉพาะบริเวณยอดใหม่ที่จะผลิออกมาเพื่อให้ยอดพันธุ์โผล่ออกมานอกพลาสติกได้ เมื่อยอดพันธุ์ดี แตกยอดมาได้ 1 ชุด และใบเริ่มแก่ จึงตัดต้นตอทิ้ง โดยตัดให้สูงจากรอยแผลที่เปลี่ยนยอดประมาณ 1 นิ้ว ให้เฉียงไปด้านตรงข้ามกับยอดพันธุ์ดีใช้ปูนขาวหรือสารกันรา ทารอยแผลเพื่อป้องกันรอยแผลเน่า จากนั้นเมื่อยอดพันธุ์อายุได้ 2 เดือน จึงกรีดพลาสติกออกให้หมด แล้วใช้ไม้หลักผูกยึดยอดพันธุ์ดีป้องกันการฉีกขาดจากลมพายุ เนื่องจากแผลยังไม่ประสารเป็นเนื้อเดียวกัน
ส่วนใหญ่จะใช้วิธีทาบกิ่ง เพราะการทาบกิ่งนั้นมีข้อดีหลายประการคือ สามารถได้พันธุ์ดีตรงกับต้นแม่พันธุ์เดิมกิ่งพันธุ์มีอายุยืน เนื่องจากมีรากแก้วจากต้นตอทำให้โค่นล้มยาก โตไวให้ผลผลิตได้เร็วกว่าการเพาะเมล็ด และการเพาะเมล็ดจะทำให้เกิดกลายพันธุ์ (การกลายพันธุ์จะเกิดการเพาะเมล็ดและผสมเกษร) การทาบกิ่งนั้นไม่นิยมทำในช่วงฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้พักตัว การทาบกิ่งจะไม่ค่อยได้ผลจะทำหลังจากผ่านฤดูหนาวไปแล้ว
การเพาะต้นตอ ต้นตอเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการขยายพันธุ์ เพราะทำหน้าที่เป็นระบบรากของกิ่งพันธุ์ มีหน้าที่ชอนไชหาอาหาร และดูดน้ำดูดอาหารมาเลี้ยงต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ มะขามเปรี้ยวยักษ์มีรากจำนวนมาก จึงหาอาหารเก่งโตได้เร็ว สำหรับการทำต้นตอเราจะเพาะมาจากเมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ เพราะจะได้ต้นตอที่มีความสมบูรณ์แข้งแรงไม่มีโรคและแมลงทำลาย
เราจะนำเมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ไปแช่น้ำในภาชนะแล้วคัดเอาเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไว้ นำเมล็ดที่จมน้ำไปทำเพาะชำส่วนวัสดุที่ใช้ประกอบในการผสมดิน จะมีขี้เถ้าแกลบ ขี้วัว และดิน ในอัตราส่วนที่เหมาะสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีนำกรอกถุงเพาะชำขนาด 4 x10 นิ้ว ตั้งไว้ในแปลงที่อยู่กลางแดด โดยมีพลาสติกรองพื้นอย่างน้อย 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้รากแก้วทะลุลงพื้น (เพราะเราเน้นในเรื่องที่ไม่ตัดรากแก้วทิ้ง) จากนั้นเมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ทีตัดไว้แล้วมาถุงเพาะชำถุงละ 2 เมล็ด ใส่ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ระยะการไว้ถุงเพาะชำ สมารถวางในระยะชิดได้เลยแปลงหนึ่งวางได้ประมาณ 10 x10 ถุง หลังจากนั้นให้ใช้เศษฟางมาคลุมหน้าถึงเพาะชำเพื่อกันหน้าดินแห้ง การรดน้ำให้รดนำพอเปียกวันละ 1 ครั้งประมาณ 2 อาทิตย์ เมล็ดก็จะเริ่มงอกปล่อยทิ้งไว้ให้ต้นตอสูงประมาณ 3-5 นิ้ว หลังจากนั้นในแต่ละถุงให้เลือกถอนต้นตอที่ไม่สมบูรณ์ออก ให้เหลือต้นที่แข็งแรงกว่าไว้ ทำการรดน้ำต่อไปวันละครั้งจนกว่าต้นจะนำไปใช้ในการขยายพันธุ์ได้จะอยู่ประมาณ 8-10 เดือน ในขณะนี้ไร่ของเราใช้เมล็ดมะขามยักษ์ในการเพาะต้นตอ ซึ่งจะโตได้ไวกว่ามะขามธรรมดา 1 เท่าตัว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนก็จะใช้ขยายพันธุ์ต่อได้
ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ และมีขนาดเท่ากับต้นตอที่จะนำมาขึ้นทาบกิ่งพันธุ์ควรมีความยาวประมาณ 50-100 เมตร
ขั้นตอนในการทาบกิ่ง
เลือกต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีและให้ทำการเตรียมแผลที่กิ่งพันธุ์ โดยใช้มีดเฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เฉียงเข้าไปในเนื้อได้เล็กน้อยยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว การเฉือนให้เฉือนจากด้านล่างขึ้นด้านบน แผลทีเฉือนต้องเรียบและสะอาด นำมีดเฉือนทำแผลที่ต้นตอให้เฉียง แผลมีลักษณะเป็นปากฉลามให้ยาวเท่ากับแผลที่เตรียมไว้บนกิ่งพันธุ์แผลที่เฉือนต้องเรียบและสอาด ปักหลักไม้ลงดินตรงที่เราจะทาบให้แน่นเพื่อให้ทนลมหรือพายุฝน แล้วนำต้นตอที่เฉือนทำแผลเรียบร้อยแล้วนั้นไป ใกล้ไว้กับหลักไม้ที่เตรียมไว้ด้วยเชือกฟางให้แน่นๆ จากนั้นทำการประกบแผลของต้นตอกับกิ่งพันธุ์ดี โดยให้เปลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ในแนวเดียวกับจัดให้แผลของกิ่งทั้งสองแนบสนิทกัน เพื่อให้เนื้อเยื่อเจริญติดกันเร็วขึ้น แล้วใช้ผ้าทาบที่เตรียมไว้พันแผลให้รอบมิดรอยทาบโดยพันจากข้างล่างขึ้นข้างบนแล้วมัดให้แน่น หลังจากนั้นทำการรดน้ำกันวันละครั้งเป็นเวลา 45-60 วัน จากนั้นใช้กรรไกรตัดกิ่งพันธุ์ที่ทาบลงมาปลักไม้ เพื่อช่วยพยุงลำต้นให้ตรงแล้วนำไปตั้งกลางแดด โดยรดน้ำวันละ 1 ครั้งเป็นเวลา 6 เดือน เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมที่จำไปปลูกหรือออกจำหน่าย
การปลูกมะขามเปรี้ยวที่ไร่จะแนะนำให้ปลูกโดยใช้ระยะปลูก 10 x 10 เมตร หรือ 5×5 วา (ระยะห่างของแถว 10 เมตร ระยะห่างของต้น 10 เมตร) ไร่หนึ่งจะปลูกได้ 16 ต้น/ไร่ เพราะมะขามเป็นไม้ผลที่เก็บกินในระยะยาวเป็นร้อยๆ ปี จึงต้องห่วงถึงอนาคต เพราะถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมาก จะมีผลต่อทรงพุ่มของมะขามเปรี้ยว เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก น้ำน้อย เพราะถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมาก จะมีผลต่อทรงพุ่มของมะขามเปรี้ยว เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก น้ำน้อย ถ้าปลูกในที่ร่มมะขามจะไม่โตและไม่ติดฝักให้และถ้าบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยมากจนเกินไปก็จะไม่ติดฝัก ต้นจะสวยแต่บ้าใบ คือให้แต่ใบอย่างเดียว ส่วนการเตรียมหลุมลงปลูกสำหรับดินที่มีความแน่นหรือแห้งแข็ง ในช่วงแรกให้ขุดหน้าดินให้กว้าง50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร หาเศษหญ้า ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) มารองก้นหลุม ถ้าดินในที่นั้นแห้งแล้งน้ำน้อยให้กากมะพร้าวชิ้นใหญ่ๆ ลงไปที่ก้นหลุมด้วยกลบดินตามเดิม แล้วขุดดินขึ้นมาแค่ 1 หน้าจอบ แล้วนำต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ลงปลูกให้ระดับดินอยู่ใต้ผ้าทาบ 1 อาทิตย์ หลังจากลงปลูกจึงกรีดผ้าทาบออก ต้องหาไม้มาช่วยค้ำต้นกันลมโยกต้น รดน้ำวันละ 1 ครั้งในช่วงแรกๆ หลังจากนั้นค่อยทิ้งช่วง ประมาณ 6 เดือน หลังจากลงปลูกให้ใส่ปุ๋ยคอกแต่ถ้าไม่มีก็ให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 อัตราส่วน 100-200 กรัม / 1ต้น ใน 1 ปีแรกแบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ 6 เดือน ต่อ ครั้ง จำนวน 100,200 กรัม ตามลำดับ สำหรับปีต่อๆ ไปให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามทรงพุ่มของต้น การดูแลเหมือนไม้ผลทั่วๆ ไป หลังจาก 2 ปีขึ้นปีที่ 3 ถ้าอยากให้มะขามติดฝักหยุดน้ำหยุดปุ๋ยให้ต้นสลัดใบในช่วงหน้าร้อน พอต้นฝน ฝนตกลงมาต้นมะขามก็จะแตกในใบอ่อนให้ใหม่และออกดอกติดฝักให้ หลังจากออกดอกติดฝักให้บำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยและเด็ดฝักอ่อนทิ้งบ้างถ้าเกิดช่วงปีแรกเราเก็บฝักไว้เยอะเกินไป จะทำให้ต้นโทรมได้ เพราะเมื่อมะขามติดฝักแล้วต้นจะเริ่มโตช้าลงเพราะมะขามจะนำอาหารไปเลี้ยงฝักหมด เมื่อมะขามให้ฝักเราสามารถใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง พร้อมกับขี้วัวจะช่วยให้ฝักใหญ่มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากปุ๋ยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของต้นมะขามแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำในระยะปลูกใหม่ ถ้าฝนไม่ตกต้องมีการรดน้ำทุก 1-2 วัน (ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน) หรือประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่ามะขามยักษ์จะเริ่มเป็น จากนั้นจึงเว้นช่วงไม่ต้องมีการรดน้ำบ่อยให้ทิ้งห่างเป็น 7-10 วันต่อครั้ง เฉพาะในช่วงฤดูแล้วของปีแรก
มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นพืชทนแล้งสามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ในพื้นที่ที่แห้งแล้ง ธรรมชาติของมะขามมีความแข็งแรงทนทานมาก มะขามเปรี้ยวจะเริ่มสลัดใบในช่วง มีนาคม-เมษายน ในช่วงหน้าร้อนยิ่งแล้งก็ยิ่งร่วง แต่หลังจากที่รับน้ำในต้นฝน มะขามเปรี้ยวก็จะแตกใบอ่อน และในการแตกใบอ่อนก็จะออกดอกติดฝักมะขามจะออกหลายชุดใน 1 ปี แต่ในหนึ่งชุดนั้นจะมีหลายชุดประมาณ 10-20 ชุด ชุดแรกจะออกในช่วงต้นฝนประมาณพฤษภาคมแต่ก็ยังติดไม่มากนัก บางครั้งเจอลมเจอฝนออกก็อาจจะร่วง ส่วนชุดถัดไปจะเริ่มติดมากขึ้นในแต่ละรุ่นการสุกก็จะอยู่ไล่เลี่ยกัน ใช้เวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงฝัก แก่ก็ประมาณ 3-4 เดือนเลยทีเดียว แต่ถ้าจะเก็บฝักดิบในการนำไปแช่อิ่มจะอยู่ประมาณกันยายน-ตุลาคม ชุดแรกฝักแก่ประมาณธันวาคมแล้วก็ไล่ไปเรื่อยจนถึงชุดสุดท้าย อาจเก็บฝักแก่ประมาณ มีนาคม วิธีจะดูว่าฝักมะขามจะเก็บได้หรือยังในฝักแก่หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า มะขามกอก เราจะสังเกตจากสีของเปลือกมะขามจะมีสีน้ำตาลนวลๆ หรืออาจเป็นสีน้ำตาลเหลือง เวลาสุกให้ใช้นิ้วดีดเบาๆ จะมีเสียงออกกลวงๆ แต่ถ้ายังไม่สุกเสียงในการดีดฝักจะออกแน่นๆ ในฝักที่สุกแล้วใช้นิ้วขูดที่ผิวของฝักจะไม่เป็นริ้วรอย เนื้อจะแห้งยุบตัวแยกออกจากเปลือก โรคของมะขามเปรี้ยวที่อาจจะเกิดคือโรคของแมลงรบกวนมากัดกินใบอ่อนบ้างแต่ไม่มาก ส่วนอีกโรคคือโรคราแป้งขาว จะเกิดเชื้อระบาดรุนแรง ในสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง ซึ่งจะทำให้ต้นมะขามโทรม ถ้าเป็นในช่วงออกดอกติดฝักจะทำให้ลดจำนวนลง มักเกิดในช่วงปลายฝนเราสามารถใช้กำมะถันผงฉีดพ่นช่วงเย็นๆ ประมาณ 1-2 ครั้ง ราแป้งก็จะหายไป
มะขามเปรี้ยวเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เช่นดินลูกรังดินดาน ดินเหนียว ดินทราย แต่ดินทีเหมาะสมที่สุดจะเป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งมีการระบายน้ำที่เพราะมะขามเป็นพืชทนแล้ง มะขามเปรี้ยวให้ผลดก ติดฝักง่าย ต้นไม่สูงมาก เป็นทรงพุ่มกิ่งจะขยายออกด้านข้างมีฝักขนาดใหญ่ ให้เนื้อในปริมาณที่มากกว่ามะขามเปรี้ยวทั่วๆ ไป ผลผลิตประมาณ 1 ต้น/ตัน หลังจากที่ต้นมีอายุประมาณ 10 ปีไปแล้ว สามารถเก็บฝักกินได้เป็นร้อยๆ ปี ใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ฝักอ่อนส่งโรงงานน้ำพริก ฝักดิบนำไปแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มที่ไร่เราขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท ฝักแก่ที่นำมาทำเป็นมะขามเปียกแกะเมล็ดขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 18-40 บาท และมะขามยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้อีกหลายอย่างน้ำหนักของฝักก็มาก ประมาณ 5-10 ฝัก/กิโลกรัม แต่ในขณะนี้ทีไร่เราทำได้ประมาณ 3 ฝัก/กิโลกรัม ในต้นอายุประมาณ 11 ปี ส่วนเนื้อของมะขามเปรี้ยวมีกรดทาริทาริคสูงประมาณ 12-14% มะขามเปียกยังประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิดจึงมีรดเปรี้ยว ทั้งยังมีสาร “แพคติน” และ“กัม” อยู่ด้วยทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย นอกจากเนื้อมะขามเปรี้ยวจะมีวิตามินสูงแล้ว ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามและฝักอ่อนมะขามก็ยังมีวิตามินซีสูงด้วยเช่นกัน จึงมีผู้นำมาประกอบอาหารต่างๆ ได้มากหลายอย่าง เนื้อมะขามเปรี้ยวยักษ์เวลาสุกจะเป็นแดงน้ำตาลมีรสเปรี้ยวกว่ามะขามธรรมดาประมาณ 2 เท่า
การปฏิบัติดูแลรักษามะขามเปรี้ยว พันธุ์ศรีสะเกษ 019
1. การให้น้ำ ในระยะปลูกใหม่ หากฝนไม่ตก จำเป็นต้องรดน้ำทุก 1-2 วัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าจะตั้งตัวได้ จากนั้น จึงเว้นช่วงเวลาการรดน้ำ ให้ห่างกว่าเดิมอาจจะเป็น 3 หรือ 7 วันต่อครั้งเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ของปีแรก 2. การกำจัดวัชพืช ในระยะที่ต้นยังเล็กอยู ่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชเป็นระยะไป อย่าให้วัชพืชแย่งน้ำ และอาหารได้ การทำความสะอาดรอบโคนต้น นอกจะเป็นการกำจัดวัชพืชแล้วยังสามารถทำลายแหล่งอาศัยของ โรคแมลงได้ด้วย 3. การใส่ปุ๋ย สำหรับมะขามต้นเล็ก ยังไม่ออกผล อายุ 1-3 ปี ควรให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 450 กรัมต่อต้น (ประมาณ 1 กระป๋องนม) ในปีแรกแบ่งใส่ 3 ครั้ง (4 เดือนต่อครั้ง) จำนวน 100,150,200 กรัม ตามละดับ สำหรับปีต่อๆไป ให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามจำนวนอายุที่มากขึ้น เมื่อมะขามตกผลแล้ว ควรใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือช่วงต้นฝนและปลายฝน ซึ่งจะช่วยให้มีการติดผลมากขึ้นอัตราที่ใส่คำนวณจากสูตรดังนี้
เช่นต้นมะขามอายุ 2 ปี ต้องใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จำนวน 2/2 = 1 กก. โดยแบ่งใส่ต้นฝน 1/2 กก. และปลายฝนอีก 1/2 กก. รวมเป็น 1 กก.
4. การเก็บเกี่ยว
มะขามเปรี้ยวจะแก่่และสามารถเก็บเกี่ยวได้ใช้ช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ของปีถัดไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและสภาพดินฟ้าอากาศด้วย การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ตัดที่ขั้วให้ หลุดออกจากกิ่ง ถ้ามะขามต้นโตให้ใช้บันไดขึ้นเก็บเกี่ยวฝักที่อยู่สูง หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วนำฝักมะขามเปรี้ยวมาแกะเอาเปลือกและเมล็ดออกจากนั้นนำเนื้อมะขาม ที่แกะได้เรียกว่า มะขามเปียก บรรจุลงในภาชนะต่างๆ เช่น ถุงพลาสติก หรือ เข่ง เพื่อจำหน่ายต่อไป สำหรับวิธีการเก็บรักษามะขามเปียกไว้นานๆ เพื่อจะนำมาจำหน่ายในช่วงที่มีราคาสูง โดยที่เนื้อมะขาม ไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำทำได้โดย การนำมะขามเปียกที่บรรจุในภาชนะ ไปเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำ คือ 5 อาศาเซลเซียส ซึ่งสามารถชะลอการเกิดสีดำของเนื้อมะขามได้ประมาณ 10 เดือน
5. การดูแลรักษาต้นมะขามหลังการเก็บเกี่ยว
หลังเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวแล้ว ให้ทำการตัดแต่งกิ่งมะขามเปรี้ยว โดยตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ กิ่งที่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย หรือกิ่งที่ถูกตัดออก และให้ใช้สีน้ำพลาสติกหรือยาป้ายกันราทาที่รอยแผล เพื่อป้องกันราที่จะเกิดขึ้นภายหลัง สำหรับกิ่งที่ถูกตัดออก ควรรีบนำออกจากแปลงมะขามเปรี้ยวไปทิ้ง หรือทำลายที่อื่น โดยเฉพาะกิ่งที่เป็นโรค หรือแมลง ควรรีบทำลายโดยการนำไปเผาทิ้ง เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคหรือแมลง
ทางหลวงหมายเลข 21 จากพุแค จังหวัดสระบุรี ถึงหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามสองฝั่งถนนจะมีสินค้าผลิตผลการเกษตรออกมาขาย เป็นจุดๆ เป็นระยะๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีชื่อประจำท้องถิ่น มะขามหวานสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาถือว่ามีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุดคือ “พันธุ์ประกายทอง” เนื่องจากขนาดฝักพอดีไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป รสหวานหอมอร่อย แกะออกจากฝักง่าย เนื้อสีสวยและร่อนเหนียว…แต่ไม่ติดฟันเวลารับประทาน
มะขามหวานพันธุ์นี้ ก่อนปลูกควรต้องเตรียมดินโดยการไถดะแล้วตากดินไว้ 7 วัน ก่อนจะปรับหน้าดินให้เรียบจากนั้นก็ขุดหลุมกว้าง, ยาวและสูง 0.6 เมตร ในระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวไม่น้อยกว่า 10 เมตร ก่อนใส่ปุ๋ยจำพวกมูลวัวลงในหลุมปลูก
…เมื่อนำต้นพันธุ์ประกายทองลงไปปลูก หากเป็นช่วงหน้าฝนควรจะต้องก่อดินที่โคนต้นให้พูนสูงขึ้น เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง…หากปลูกช่วงฤดูแล้ง ควรทำคันบริเวณรอบทรงพุ่มเมื่อเวลารดน้ำจะได้มีน้ำกักเก็บไว้ อีกทั้งให้โรยเปลือกถั่วหรือซังถั่ว หากใช้ระบบน้ำหยดให้ใช้แกลลอนขนาด 5 ลิตร เจาะรูแล้วคอยเติมน้ำทุก 1 สัปดาห์…
ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปีให้ตัดแต่งกิ่งฝอย, กิ่งแขนง, กิ่งกระโดงและกิ่งที่ซ้อนกันออกเพื่อให้เกิดทรงพุ่มของลำต้นโปร่ง ป้องกันเชื้อราระบาด ถ้าลำต้นไม่สมบูรณ์ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-0 หากต้องการเร่งดอกให้ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 เมื่อติดดอกแล้วจึงให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 เพิ่มความหวานเมื่อฝักเริ่มจะแก่ด้วยสูตร 0-10-30
ระยะพักตัว
ในช่วงนี้จะอยู่ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน เป็นช่วงที่ไม่มีน้ำไม่มีความชื้น ใบมะขามจะร่วงหมดประมาณเมษายน ยิ่งใบมะขามร่วงมากเท่าใดยิ่งจะทำให้ต้นมะขามออกดอกติดฝักมากเท่านั้น
ระยะใบอ่อน
ในช่วงนี้จะเริ่มตั้งแต่ ฝนเริ่มตกในครั้งแรกของปีซึ่งมีน้ำพอสมควร ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 อาทิตย์
ระยะดอก
หลังจากที่ใบออกมาจนเริ่มเป็นใบเพสลาด ดอกก็จะตามออกมา ใน1ปีนั้นมะขามจะออกดอกและบานประมาณ 5 -10 ชุด ขั้นตอนนี้ระยะนานสุดไม่เกิน2เดือน
ระยะฝักอ่อน
ถ้าช่วงปีไหนดินฟ้าอากาศเหมาะสมมะขามจะติดฝักเป็นพวงช่อ แต่ถ้าช่วงนั้นแห้งแล้งมากมะขามก็จะติดแบบฝักเดี่ยวมากกว่า ในระยะฝักอ่อนถ้าต้นมะขามที่ปลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลางยังไม่ถึง 7 – 8 เมตรเราไม่ควรจะเอาฝักไว้มากๆควร ช่วยเด็ดออกในระยะนี้ แต่ก็สามารถขายเป็นมะขามฝักอ่อนได้ ระยะนี้ตั้งแต่ ออกดอกจนเก็บขายได้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน
ระยะฝักดิบ
นับตั้งแต่ เริ่มออกดอกจนกลายเป็นฝักดิบนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีมากๆ ฝักสวยและได้เงินด้วย ในช่วงนี้จะใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2เดือน หลังจากนั้นฝักจะเริ่มแก่เกินที่จะนำไปดองหรือแช่อิ่มแล้ว
ระยะฝักแก่
ช่วงนี้จะเป็นระยะสุดท้ายที่จะเก็บผลผลิตขายกันแล้ว จะแบ่งขายได้ 2 แบบ
ระยะนี้จะปลอกเปลือกมะขามง่ายมาก เนื้อมะขามสีก็สวย รสชาติความเปรี้ยวก็เป็นสองเท่าของมะขามเปรี้ยวพื้นบ้าน อัตราการได้เนื้อก็ดีนะครับ ในปีแรกการสร้างเนื้ออาจจะน้อยสักหน่อยเพราะเพิ่งเริ่มให้ผลผลิต
ในปีแรก มะขามฝักแก่ 1 กิโล จะแกะได้เนื้อมะขามเปียก 2.5-2.8 ขีด การสร้างเนื้อจะมากขึ้นทุกๆปีตามอายุของต้นที่ปลูก เช่นในที่ไร่ของเราปีที 11ที่เราเก็บ มะขามฝักแก่ 1 กิโล แกะได้เนื้อมะขามเปียก 5.4 - 5.7 ขีด (แกะแบบเอาเปลือกและเมล็ดออกเหลือแต่เนื้อกับใย) ถ้าเปรียบเทียบกับมะขามธรรมชาติที่ขึ้นตามบ้านทั่วไปแล้ว เทียบกับ มะขามเปรี้ยวยักษ์ไม่ติดเลย
การเกิดปักแตกของมะขามหวานเพราะเปลือกเปราะไม่แข็งแรงน่าจะมาจากดินขาดซิลิกอนที่ละลายได้ ขาดแคลเซียมหรือมีแคลเซียมแต่ขาดโบรอนเวลาฝนตกดินจังหวัดแพร่ถูกน้ำชะล้างง่ายและรุนแรง ทำเกิดสภาพดินทรายหรือดินขาดแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นต่อการสร้างความแข็งแรงของเปลือกฝักมะขาม แคลเซียมเป็นองค์ประกอบของแคลเซียมเพ็คเตรด เป็นองค์ประกอบของเพ็คตินที่เป็นส่วนประกอบของเปลือก ธาตุโบรอนเป็นจุลธาตุช่วยการทำงานของแคลเซียม ลักษณะดินภูเขาดินลาดเอียงจะทำให้น้ำชะล้างธาตุอาหารบางชนิดง่ายขึ้น แนวทางแก้ปัญหาน่าจะใช้ปุ๋ย 14-9-20 หรือ 14-14-21 5 กก. พรมน้ำพอชื้นใส่ซิลิโคเทรซ 5 ช้อนแกง เคล้าให้เข้ากันใส่ภูไมท์ 1 กก. คลุกให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง ใช้ปุ๋ยนี้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และภูไมท์ซัลเฟต อาจทดลองก่อนบางต้น ใช้ภูไมท์ซัลเฟต 20 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 งาน โรยทั่วบริเวณพื้นดินใต้พุ่มต้น ส่วนการฉีดพ่นทางใบจะใช้ไวตาไลเซ่อร์ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือภูไมท์ซัลเฟต 200-300 กรัม แช่ในน้ำ 20 ลิตร กวนให้ละลายน้ำ ทิ้งให้ตกตะกอน 10 นาที แล้วรินเอาแต่น้ำส่วนบนไปฉีดพ่นก็ได้ หากไม่สะดวกในการหาปุ๋ยจุลธาตุต่างๆ อาจใช้ปุ๋ยไปตามปกติที่ทำอยู่แต่ลดครึ่งหนึ่งแล้วใช้แทนด้วยภูไมท์ซัลเฟตครึ่งหนึ่ง ถ้าใช้ภูไมท์ซัลเฟตมาตั้งแต่ฝักยังเล็กก็แทบจะไม่มีฝักแตกเลย
ที่มา : อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ, ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะเคล็ดลับในการปลูกมะขามให้ได้ฝักมาก เจ้าของสวนต้องดูแลตั้งแต่การเก็บเกี่ยวฝัก รศ.ฉลองชัย แบบประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเคล็ดลับการดูแลมะขามหวานให้ได้ปริมาณมากและคุณภาพดีว่า เจ้าของสวนต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ตั้งแต่เก็บเกี่ยวฝักหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่งให้ในพุ่มต้นโปร่ง ตัดกิ่งจากโคนกิ่งใดกิ่งหนึ่งไปหาปลายกิ่ง จะตัดกิ่งแห้ง กิ่งชี้ เข้าในพุ่ม กิ่งฉีกหัก กิ่งเป็นโรคแมลง และฝักแตก ฝักแห้งออก ถ้าปลายกิ่งพ้นชายพุ่มไปหาแสงได้จะเอาไว้ ยอดของพุ่มที่ไม่สามารถพ่นยาป้องกันแมลงและโรคได้ถึงให้ตัดออกได้ ควรให้ปุ๋ย 15-15-15 ทางดินโดยวัดจากชายพุ่มไปยังโคนต้นเป็นเมตรได้กี่เมตร เท่ากับกิโลกรัมของปุ๋ย เช่น ถ้าได้ 3 เมตร ให้ใส่ 3 กก. แล้วให้น้ำจน ชุ่ม มะขามจะเริ่มแตกตาเจริญเป็นกิ่ง เมื่อแตกกิ่งใหม่ในระยะนี้ ควรพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดแมลงด้วยยา “คาบาริล” เช่น เซฟวิน หรือ S-85 ผสมกับยาป้องกันกำจัดราแป้ง เช่น ไพราโซฟอส (ซาพรอล) หรือไตรโฟรีน (อาฟูกาน) ผสม ปุ๋ยใบ 10-52-17 ที่มีอาหารธาตุรอง และยาจับใบ 1-2 ครั้ง ช่วยให้กิ่งที่แตกใหม่สมบูรณ์และ มีตาดอก เมื่อช่อดอกเจริญควรพ่น ยาป้องกันแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยไฟและราแป้งขาวอีก 1-2 ครั้ง ก่อนดอกบาน ช่วงดอกบานให้น้ำปกติ ปล่อยให้แมลงผสม เมื่อติดฝักที่ 1-2 ขนาดยาว 1-2 ซม. ให้พ่นปุ๋ย 21-21-21 ที่มีอาหารธาตุรองทุก 10 วัน และป้องกันราแป้งด้วย จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกในดินเมื่อติดฝักยาว 2-4 ซม. ต้นละ 2-3 เข่ง ขนาดเข่งละ 20 กก. พ่นยาป้องกันแมลงและราในระยะฝักเจริญเติบโต ป้องกันหนอนเจาะฝักและราแป้ง และใส่ปุ๋ยทางดินเพิ่มขึ้นอาจใช้สูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย อัตราส่วน 2 : 1 ปริมาณต่อต้นใส่เท่า กับที่ใส่ปุ๋ยให้ครั้งแรก พร้อมกับให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะฝนทิ้งช่วงกลางปีช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. อย่าให้ขาดน้ำมิฉะนั้นจะเกิดรสเปรี้ยวเมื่อฝักสุก ยาป้องกันแมลงและรากต้องพ่นอยู่เสมอ ช่วงปลายฝนในเดือน ก.ย.-ต.ค. ฝักจะแก่ ควรใส่ปุ๋ยทางดินด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมสูง เช่น 13-13-21, 8-24-24 หรือ 9-24-24 หรือ 0-0-50 หรือ 0-0-60 ต้นละประมาณ 1-2 กก. แล้วแต่ขนาดของต้น เมื่อฝักสุกควรเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวังไม่ให้ฝักแตก ฝักที่เก็บมา ควรแยกเป็นพันธุ์ และคัดขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ฝักที่เก็บเกี่ยวบางครั้งพบคราบดำที่ฝัก เกิดจากราดำขึ้นที่มูลของเพลี้ยจะอยู่ที่ผิวฝัก สามารถขัดออกด้วยฟองน้ำหรือสก๊อตช์ไบรต์ที่ชุ่มน้ำ และ เอาฝักที่ขัดล้างในน้ำไหลผิวจะสวยและน้ำไม่เข้าเนื้อแล้วนำไปอบได้ นอกจากการดูแลต้นมะขามแล้ว อาจารย์ยังได้บอกวิธีอบฝักมะขามอีกว่าทำได้ 3 วิธี คือ 1. อบด้วยตู้แสงอาทิตย์ แบบของกรมส่งเสริมการเกษตร อุณหภูมิ 58-60ํC นาน 1 วัน 2. อบด้วยตู้อบไอร้อนจากแก๊ส อุณหภูมิ 70ํC นาน 30 นาที 3. นึ่งด้วยไอน้ำเดือด แต่วิธีนี้ไม่นิยมทำเพราะจะทำให้ผิวเปลือกคล้ำและต้องผึ่งให้แห้งหลังนึ่งซึ่งใช้เวลานาน จากนั้นจึงนำไปบรรจุใส่ถุงหรือกล่องพลาสติกเพื่อจำหน่ายต่อไป