มะขาม.com - Tamarind Blog

13
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

     การขยายพันธุ์มะขามอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนยอด เนื่องจากการเปลี่ยนยอดมีข้อดีหลายประการ คือ
1. ได้ต้นพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง
2. มีการเจริญเติบโตเร็วไม่ชะงัก
3. สามารถบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการ

ขั้นตอนในการเปลี่ยนยอดมะขาม

  1. การเตรียมอุปกรณ์ ได้แก่
  2. 1.1 พลาสติกใสแถบกว้างขนาด 3/4 นิ้ว หรือ 1 นิ้ว
    1.2 กรรไกรตัดแต่งกิ่ง
    1.3 มีดขยายพันธุ์

    เทคนิค
    มีดขยายพันธุ์ จะต้องเป็นมีดที่คมและพอเหมาะต่อการปฏิบัติงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นมีดที่มีราคาแพงแต่จะต้องลับให้คมอยู่เสมอ

  3. การเตรียมต้นตอ
  4. การเปลี่ยนยอดมะขาม ทำได้ 2 วิธีคือ
    2.1 เปลี่ยนยอดบนต้นตอที่มีขนาดเล็กในถุงพลาสติก วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันเพราะประสบผลสำเร็จน้อย
    2.2 เปลี่ยนยอดต้นตอที่ปลูกในแปลง

    เทคนิค
    ต้นตอที่ปลูกในแปลงมีอายุระหว่าง 8 เดือน ถึง 2 ปี หรือต้นตอที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นตั้งแต่ 1 เซนติเมตรขึ้นไป (ปลูกโดยวิธีเพาะเมล็ด) โดยใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร ขุดหลุมปลูกขนาด 60 x60 x60 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยคอกหลุมละ 1-2 บุ้งกี๋ คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากัน นำต้นตอที่เพาะในถุงพลาสติกลงปลูก หลังจากปลูกต้นตอได้ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมี เช่น ใช้ปุ๋ยยูเรียประมาณต้นละ 1 ช้อนชา โรยรอบโคนต้นให้ห่างจากต้นพอประมาณ พรวนดินรอบโคนต้นเพื่อให้ปุ๋ยคลุกเคล้าเข้ากับดิน แล้วจึงรดน้ำตาม
    ควรใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 2-3 ครั้ง โดยใส่ห่างกันครั้งละ 1 เดือน 1 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนทำการเปลี่ยนยอดประมาณ 10-15 วัน ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย 1 ครั้ง เพื่อให้ต้นตอลอกเปลือกได้ง่ายขึ้น
    ต้นตอที่ทำการเปลี่ยนยอดควรมีอายุ 8 เดือนถึง 2 ปี ไม่ควรเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่มีอายุมากกว่านี้ เพราะจะไม่ค่อยติดเนื่องจากต้นตออายุมากเกินไป

  5. การเตรียมยอดพันธุ์
  6. เทคนิค
    ควรเป็นยอดที่สมบูรณ์ปราศจากโรค-แมลงเปลือกมีสีเขียวอมน้ำตาล ใบชุดสุดท้ายเริ่มเปลี่ยนเป็นใบแก่
    ใช้กรรไกรตัดยอดพันธุ์ให้ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ตัดแต่ใบออกให้หมดเพื่อป้องกันการคายน้ำตัดส่วนยอดพันธุ์ออกเล็กน้อย จากนั้นนำยอดพันธุ์ใส่ในถุงพลาสติกและเก็บในที่ร่ม เพื่อรักษายอดพันธุ์ให้สดอยุ่เสมอ ข้อสำคัญ ไม่ควรตัดยอดพันธุ์ทีละมาก ๆ เพราะจะทำให้ยอดพันธุ์คายน้ำซึ่งจะมีผลทำให้เปอร์เซนต์การติดลงลง

  7. วิธีการเปลี่ยนยอด
  8. เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการเปลี่ยนยอด โดยเฉือนยอดพันธุ์ให้แผลยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร เฉือนให้ตาของยอดพันธุ์ดีอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ด้าน เสร็จแล้วจึงเปิดเปลือกต้นตอโดยกรีดแผลจากบนลงมาล่าง 2 แผล ให้แผลห่างกันประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วกรีดแผลด้านบนให้ประสานกัน
    ใช้ปลายมีดขยายพันธุ์เปิดเปลือกต้นตอ แล้วลอกเปลือกให้มีความยาวเท่ากับแผลของยอดพันธุ์ สอดยอดพันธุ์ดีเข้ากับแผลของต้นตอ แล้วเฉือนเปลือกต้นตอออกให้เหลือประมาณ 2-3 เซนติเมตร
    ใช้พลาสติกใสพันต้นตอและยอดพันธุ์ดี โดยพันจากด้านล่างขึ้นด้านบน พันให้ปิดยอดพันธุ์ ควรพัน 2 รอบ ระหว่างพันพลาสติกควรดึงพลาสติกให้ตึงอยู่เสมอเพื่อให้รอยแผลสนิทกันดียิ่งขึ้น
      

  9. การดูแลรักษาหลังเปลี่ยนยอด
  10. หลังเปลี่ยนยอด 1 สัปดาห์ ให้ตรวจดูยอดพันธุ์ถ้ายอดพันธุ์ดีเปลี่ยนเป็นสีดำหรือน้ำตาลแสดงว่ายอดไม่ติดควรเปลี่ยนยอดใหม่ให้สูงจากรอยแผลเดิมเล็กน้อย ถ้ายอดพันธุ์ดีเป็นสีเขียวสดอยู่แสดงว่ายอดติด ใช้ปลายมีดกรีดพลาสติกเฉพาะบริเวณยอดใหม่ที่จะผลิออกมาเพื่อให้ยอดพันธุ์โผล่ออกมานอกพลาสติกได้
    เมื่อยอดพันธุ์ดี แตกยอดมาได้ 1 ชุด และใบเริ่มแก่ จึงตัดต้นตอทิ้ง โดยตัดให้สูงจากรอยแผลที่เปลี่ยนยอดประมาณ 1 นิ้ว ให้เฉียงไปด้านตรงข้ามกับยอดพันธุ์ดีใช้ปูนขาวหรือสารกันรา ทารอยแผลเพื่อป้องกันรอยแผลเน่า จากนั้นเมื่อยอดพันธุ์อายุได้ 2 เดือน จึงกรีดพลาสติกออกให้หมด แล้วใช้ไม้หลักผูกยึดยอดพันธุ์ดีป้องกันการฉีกขาดจากลมพายุ เนื่องจากแผลยังไม่ประสารเป็นเนื้อเดียวกัน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

              ส่วนใหญ่จะใช้วิธีทาบกิ่ง เพราะการทาบกิ่งนั้นมีข้อดีหลายประการคือ สามารถได้พันธุ์ดีตรงกับต้นแม่พันธุ์เดิมกิ่งพันธุ์มีอายุยืน เนื่องจากมีรากแก้วจากต้นตอทำให้โค่นล้มยาก โตไวให้ผลผลิตได้เร็วกว่าการเพาะเมล็ด และการเพาะเมล็ดจะทำให้เกิดกลายพันธุ์ (การกลายพันธุ์จะเกิดการเพาะเมล็ดและผสมเกษร) การทาบกิ่งนั้นไม่นิยมทำในช่วงฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้พักตัว การทาบกิ่งจะไม่ค่อยได้ผลจะทำหลังจากผ่านฤดูหนาวไปแล้ว

                การเพาะต้นตอ ต้นตอเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการขยายพันธุ์ เพราะทำหน้าที่เป็นระบบรากของกิ่งพันธุ์ มีหน้าที่ชอนไชหาอาหาร และดูดน้ำดูดอาหารมาเลี้ยงต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ มะขามเปรี้ยวยักษ์มีรากจำนวนมาก จึงหาอาหารเก่งโตได้เร็ว สำหรับการทำต้นตอเราจะเพาะมาจากเมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ เพราะจะได้ต้นตอที่มีความสมบูรณ์แข้งแรงไม่มีโรคและแมลงทำลาย

                เราจะนำเมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ไปแช่น้ำในภาชนะแล้วคัดเอาเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไว้ นำเมล็ดที่จมน้ำไปทำเพาะชำส่วนวัสดุที่ใช้ประกอบในการผสมดิน จะมีขี้เถ้าแกลบ ขี้วัว และดิน     ในอัตราส่วนที่เหมาะสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีนำกรอกถุงเพาะชำขนาด 4 x10 นิ้ว ตั้งไว้ในแปลงที่อยู่กลางแดด โดยมีพลาสติกรองพื้นอย่างน้อย 2 ชั้น     เพื่อป้องกันไม่ให้รากแก้วทะลุลงพื้น (เพราะเราเน้นในเรื่องที่ไม่ตัดรากแก้วทิ้ง)   จากนั้นเมล็ดมะขามเปรี้ยวยักษ์ทีตัดไว้แล้วมาถุงเพาะชำถุงละ 2 เมล็ด ใส่ลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ระยะการไว้ถุงเพาะชำ สมารถวางในระยะชิดได้เลยแปลงหนึ่งวางได้ประมาณ 10 x10 ถุง   หลังจากนั้นให้ใช้เศษฟางมาคลุมหน้าถึงเพาะชำเพื่อกันหน้าดินแห้ง การรดน้ำให้รดนำพอเปียกวันละ 1 ครั้งประมาณ 2 อาทิตย์      เมล็ดก็จะเริ่มงอกปล่อยทิ้งไว้ให้ต้นตอสูงประมาณ 3-5 นิ้ว   หลังจากนั้นในแต่ละถุงให้เลือกถอนต้นตอที่ไม่สมบูรณ์ออก  ให้เหลือต้นที่แข็งแรงกว่าไว้ ทำการรดน้ำต่อไปวันละครั้งจนกว่าต้นจะนำไปใช้ในการขยายพันธุ์ได้จะอยู่ประมาณ 8-10 เดือน ในขณะนี้ไร่ของเราใช้เมล็ดมะขามยักษ์ในการเพาะต้นตอ ซึ่งจะโตได้ไวกว่ามะขามธรรมดา 1 เท่าตัว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนก็จะใช้ขยายพันธุ์ต่อได้

                ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ และมีขนาดเท่ากับต้นตอที่จะนำมาขึ้นทาบกิ่งพันธุ์ควรมีความยาวประมาณ 50-100 เมตร

ขั้นตอนในการทาบกิ่ง

                เลือกต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีและให้ทำการเตรียมแผลที่กิ่งพันธุ์ โดยใช้มีดเฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เฉียงเข้าไปในเนื้อได้เล็กน้อยยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว การเฉือนให้เฉือนจากด้านล่างขึ้นด้านบน แผลทีเฉือนต้องเรียบและสะอาด นำมีดเฉือนทำแผลที่ต้นตอให้เฉียง แผลมีลักษณะเป็นปากฉลามให้ยาวเท่ากับแผลที่เตรียมไว้บนกิ่งพันธุ์แผลที่เฉือนต้องเรียบและสอาด ปักหลักไม้ลงดินตรงที่เราจะทาบให้แน่นเพื่อให้ทนลมหรือพายุฝน แล้วนำต้นตอที่เฉือนทำแผลเรียบร้อยแล้วนั้นไป ใกล้ไว้กับหลักไม้ที่เตรียมไว้ด้วยเชือกฟางให้แน่นๆ จากนั้นทำการประกบแผลของต้นตอกับกิ่งพันธุ์ดี โดยให้เปลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ในแนวเดียวกับจัดให้แผลของกิ่งทั้งสองแนบสนิทกัน เพื่อให้เนื้อเยื่อเจริญติดกันเร็วขึ้น แล้วใช้ผ้าทาบที่เตรียมไว้พันแผลให้รอบมิดรอยทาบโดยพันจากข้างล่างขึ้นข้างบนแล้วมัดให้แน่น หลังจากนั้นทำการรดน้ำกันวันละครั้งเป็นเวลา 45-60 วัน จากนั้นใช้กรรไกรตัดกิ่งพันธุ์ที่ทาบลงมาปลักไม้ เพื่อช่วยพยุงลำต้นให้ตรงแล้วนำไปตั้งกลางแดด โดยรดน้ำวันละ
 1 ครั้งเป็นเวลา 6 เดือน เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมที่จำไปปลูกหรือออกจำหน่าย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

               การปลูกมะขามเปรี้ยวที่ไร่จะแนะนำให้ปลูกโดยใช้ระยะปลูก 10 x 10 เมตร  หรือ 5×5 วา (ระยะห่างของแถว 10 เมตร ระยะห่างของต้น 10 เมตร) ไร่หนึ่งจะปลูกได้   16 ต้น/ไร่ เพราะมะขามเป็นไม้ผลที่เก็บกินในระยะยาวเป็นร้อยๆ ปี จึงต้องห่วงถึงอนาคต เพราะถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมาก จะมีผลต่อทรงพุ่มของมะขามเปรี้ยว เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก น้ำน้อย เพราะถ้าปลูกในระยะที่ชิดกันมาก จะมีผลต่อทรงพุ่มของมะขามเปรี้ยว เพราะมะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก น้ำน้อย ถ้าปลูกในที่ร่มมะขามจะไม่โตและไม่ติดฝักให้และถ้าบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยมากจนเกินไปก็จะไม่ติดฝัก ต้นจะสวยแต่บ้าใบ คือให้แต่ใบอย่างเดียว
              ส่วนการเตรียมหลุมลงปลูกสำหรับดินที่มีความแน่นหรือแห้งแข็ง ในช่วงแรกให้ขุดหน้าดินให้กว้าง50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร หาเศษหญ้า ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) มารองก้นหลุม ถ้าดินในที่นั้นแห้งแล้งน้ำน้อยให้กากมะพร้าวชิ้นใหญ่ๆ ลงไปที่ก้นหลุมด้วยกลบดินตามเดิม แล้วขุดดินขึ้นมาแค่ 1 หน้าจอบ แล้วนำต้นพันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์ลงปลูกให้ระดับดินอยู่ใต้ผ้าทาบ 1 อาทิตย์ หลังจากลงปลูกจึงกรีดผ้าทาบออก ต้องหาไม้มาช่วยค้ำต้นกันลมโยกต้น รดน้ำวันละ 1 ครั้งในช่วงแรกๆ หลังจากนั้นค่อยทิ้งช่วง ประมาณ 6 เดือน หลังจากลงปลูกให้ใส่ปุ๋ยคอกแต่ถ้าไม่มีก็ให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 อัตราส่วน 100-200 กรัม   / 1ต้น ใน 1 ปีแรกแบ่งเป็น 2 ครั้ง คือ 6 เดือน ต่อ ครั้ง  จำนวน 100,200 กรัม ตามลำดับ สำหรับปีต่อๆ ไปให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามทรงพุ่มของต้น
              การดูแลเหมือนไม้ผลทั่วๆ ไป หลังจาก 2 ปีขึ้นปีที่ 3 ถ้าอยากให้มะขามติดฝักหยุดน้ำหยุดปุ๋ยให้ต้นสลัดใบในช่วงหน้าร้อน พอต้นฝน ฝนตกลงมาต้นมะขามก็จะแตกในใบอ่อนให้ใหม่และออกดอกติดฝักให้ หลังจากออกดอกติดฝักให้บำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยและเด็ดฝักอ่อนทิ้งบ้างถ้าเกิดช่วงปีแรกเราเก็บฝักไว้เยอะเกินไป จะทำให้ต้นโทรมได้ เพราะเมื่อมะขามติดฝักแล้วต้นจะเริ่มโตช้าลงเพราะมะขามจะนำอาหารไปเลี้ยงฝักหมด
            เมื่อมะขามให้ฝักเราสามารถใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 โดยแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง พร้อมกับขี้วัวจะช่วยให้ฝักใหญ่มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากปุ๋ยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของต้นมะขามแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือน้ำในระยะปลูกใหม่ ถ้าฝนไม่ตกต้องมีการรดน้ำทุก 1-2 วัน (ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน) หรือประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่ามะขามยักษ์จะเริ่มเป็น จากนั้นจึงเว้นช่วงไม่ต้องมีการรดน้ำบ่อยให้ทิ้งห่างเป็น 7-10 วันต่อครั้ง เฉพาะในช่วงฤดูแล้วของปีแรก


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

                มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นพืชทนแล้งสามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ในพื้นที่ที่แห้งแล้ง ธรรมชาติของมะขามมีความแข็งแรงทนทานมาก มะขามเปรี้ยวจะเริ่มสลัดใบในช่วง มีนาคม-เมษายน ในช่วงหน้าร้อนยิ่งแล้งก็ยิ่งร่วง แต่หลังจากที่รับน้ำในต้นฝน มะขามเปรี้ยวก็จะแตกใบอ่อน และในการแตกใบอ่อนก็จะออกดอกติดฝักมะขามจะออกหลายชุดใน 1 ปี แต่ในหนึ่งชุดนั้นจะมีหลายชุดประมาณ 10-20 ชุด
            ชุดแรกจะออกในช่วงต้นฝนประมาณพฤษภาคมแต่ก็ยังติดไม่มากนัก บางครั้งเจอลมเจอฝนออกก็อาจจะร่วง ส่วนชุดถัดไปจะเริ่มติดมากขึ้นในแต่ละรุ่นการสุกก็จะอยู่ไล่เลี่ยกัน ใช้เวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงฝัก แก่ก็ประมาณ 3-4 เดือนเลยทีเดียว แต่ถ้าจะเก็บฝักดิบในการนำไปแช่อิ่มจะอยู่ประมาณกันยายน-ตุลาคม ชุดแรกฝักแก่ประมาณธันวาคมแล้วก็ไล่ไปเรื่อยจนถึงชุดสุดท้าย อาจเก็บฝักแก่ประมาณ มีนาคม
            วิธีจะดูว่าฝักมะขามจะเก็บได้หรือยังในฝักแก่หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า มะขามกอก เราจะสังเกตจากสีของเปลือกมะขามจะมีสีน้ำตาลนวลๆ หรืออาจเป็นสีน้ำตาลเหลือง เวลาสุกให้ใช้นิ้วดีดเบาๆ จะมีเสียงออกกลวงๆ แต่ถ้ายังไม่สุกเสียงในการดีดฝักจะออกแน่นๆ ในฝักที่สุกแล้วใช้นิ้วขูดที่ผิวของฝักจะไม่เป็นริ้วรอย  เนื้อจะแห้งยุบตัวแยกออกจากเปลือก
            โรคของมะขามเปรี้ยวที่อาจจะเกิดคือโรคของแมลงรบกวนมากัดกินใบอ่อนบ้างแต่ไม่มาก ส่วนอีกโรคคือโรคราแป้งขาว จะเกิดเชื้อระบาดรุนแรง ในสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง ซึ่งจะทำให้ต้นมะขามโทรม ถ้าเป็นในช่วงออกดอกติดฝักจะทำให้ลดจำนวนลง มักเกิดในช่วงปลายฝนเราสามารถใช้กำมะถันผงฉีดพ่นช่วงเย็นๆ ประมาณ 1-2 ครั้ง ราแป้งก็จะหายไป


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

             มะขามเปรี้ยวเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เช่นดินลูกรังดินดาน ดินเหนียว ดินทราย แต่ดินทีเหมาะสมที่สุดจะเป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งมีการระบายน้ำที่เพราะมะขามเป็นพืชทนแล้ง
             มะขามเปรี้ยวให้ผลดก ติดฝักง่าย ต้นไม่สูงมาก เป็นทรงพุ่มกิ่งจะขยายออกด้านข้างมีฝักขนาดใหญ่ ให้เนื้อในปริมาณที่มากกว่ามะขามเปรี้ยวทั่วๆ ไป ผลผลิตประมาณ 1 ต้น/ตัน หลังจากที่ต้นมีอายุประมาณ 10 ปีไปแล้ว สามารถเก็บฝักกินได้เป็นร้อยๆ ปี ใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ฝักอ่อนส่งโรงงานน้ำพริก ฝักดิบนำไปแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มที่ไร่เราขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท
             ฝักแก่ที่นำมาทำเป็นมะขามเปียกแกะเมล็ดขายได้ประมาณกิโลกรัมละ
18-40 บาท และมะขามยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นได้อีกหลายอย่างน้ำหนักของฝักก็มาก   ประมาณ 5-10 ฝัก/กิโลกรัม แต่ในขณะนี้ทีไร่เราทำได้ประมาณ 3 ฝัก/กิโลกรัม   ในต้นอายุประมาณ 11 ปี   
             ส่วนเนื้อของมะขามเปรี้ยวมีกรดทาริทาริคสูงประมาณ 12-14% มะขามเปียกยังประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิดจึงมีรดเปรี้ยว ทั้งยังมีสาร “แพคติน” และ“กัม” อยู่ด้วยทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
             นอกจากเนื้อมะขามเปรี้ยวจะมีวิตามินสูงแล้ว ใบมะขามอ่อน ดอกมะขามและฝักอ่อนมะขามก็ยังมีวิตามินซีสูงด้วยเช่นกัน จึงมีผู้นำมาประกอบอาหารต่างๆ ได้มากหลายอย่าง เนื้อมะขามเปรี้ยวยักษ์เวลาสุกจะเป็นแดงน้ำตาลมีรสเปรี้ยวกว่ามะขามธรรมดาประมาณ 2 เท่า


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
11
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

การปฏิบัติดูแลรักษามะขามเปรี้ยว พันธุ์ศรีสะเกษ 019

1. การให้น้ำ
     ในระยะปลูกใหม่ หากฝนไม่ตก จำเป็นต้องรดน้ำทุก 1-2 วัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าจะตั้งตัวได้ จากนั้น จึงเว้นช่วงเวลาการรดน้ำ ให้ห่างกว่าเดิมอาจจะเป็น 3 หรือ 7 วันต่อครั้งเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ของปีแรก
2. การกำจัดวัชพืช
     ในระยะที่ต้นยังเล็กอยู ่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชเป็นระยะไป อย่าให้วัชพืชแย่งน้ำ และอาหารได้ การทำความสะอาดรอบโคนต้น นอกจะเป็นการกำจัดวัชพืชแล้วยังสามารถทำลายแหล่งอาศัยของ โรคแมลงได้ด้วย
3. การใส่ปุ๋ย
     สำหรับมะขามต้นเล็ก ยังไม่ออกผล อายุ 1-3 ปี ควรให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 450 กรัมต่อต้น (ประมาณ 1 กระป๋องนม) ในปีแรกแบ่งใส่ 3 ครั้ง (4 เดือนต่อครั้ง) จำนวน 100,150,200 กรัม ตามละดับ สำหรับปีต่อๆไป ให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามจำนวนอายุที่มากขึ้น เมื่อมะขามตกผลแล้ว ควรใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือช่วงต้นฝนและปลายฝน ซึ่งจะช่วยให้มีการติดผลมากขึ้นอัตราที่ใส่คำนวณจากสูตรดังนี้

     เช่นต้นมะขามอายุ 2 ปี ต้องใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จำนวน 2/2 = 1 กก. โดยแบ่งใส่ต้นฝน 1/2 กก. และปลายฝนอีก 1/2 กก. รวมเป็น 1 กก.

4. การเก็บเกี่ยว

     มะขามเปรี้ยวจะแก่่และสามารถเก็บเกี่ยวได้ใช้ช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ของปีถัดไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและสภาพดินฟ้าอากาศด้วย การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ตัดที่ขั้วให้ หลุดออกจากกิ่ง ถ้ามะขามต้นโตให้ใช้บันไดขึ้นเก็บเกี่ยวฝักที่อยู่สูง
หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วนำฝักมะขามเปรี้ยวมาแกะเอาเปลือกและเมล็ดออกจากนั้นนำเนื้อมะขาม ที่แกะได้เรียกว่า มะขามเปียก บรรจุลงในภาชนะต่างๆ เช่น ถุงพลาสติก หรือ เข่ง เพื่อจำหน่ายต่อไป
สำหรับวิธีการเก็บรักษามะขามเปียกไว้นานๆ เพื่อจะนำมาจำหน่ายในช่วงที่มีราคาสูง โดยที่เนื้อมะขาม ไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำทำได้โดย การนำมะขามเปียกที่บรรจุในภาชนะ ไปเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำ คือ 5 อาศาเซลเซียส ซึ่งสามารถชะลอการเกิดสีดำของเนื้อมะขามได้ประมาณ 10 เดือน

5. การดูแลรักษาต้นมะขามหลังการเก็บเกี่ยว

     หลังเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวแล้ว ให้ทำการตัดแต่งกิ่งมะขามเปรี้ยว โดยตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ กิ่งที่เป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย หรือกิ่งที่ถูกตัดออก และให้ใช้สีน้ำพลาสติกหรือยาป้ายกันราทาที่รอยแผล เพื่อป้องกันราที่จะเกิดขึ้นภายหลัง สำหรับกิ่งที่ถูกตัดออก ควรรีบนำออกจากแปลงมะขามเปรี้ยวไปทิ้ง หรือทำลายที่อื่น โดยเฉพาะกิ่งที่เป็นโรค หรือแมลง ควรรีบทำลายโดยการนำไปเผาทิ้ง เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคหรือแมลง


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
11
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

     ทางหลวงหมายเลข 21 จากพุแค จังหวัดสระบุรี ถึงหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามสองฝั่งถนนจะมีสินค้าผลิตผลการเกษตรออกมาขาย เป็นจุดๆ เป็นระยะๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีชื่อประจำท้องถิ่น
    มะขามหวานสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาถือว่ามีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงสุดคือ “พันธุ์ประกายทอง” เนื่องจากขนาดฝักพอดีไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป รสหวานหอมอร่อย แกะออกจากฝักง่าย เนื้อสีสวยและร่อนเหนียว…แต่ไม่ติดฟันเวลารับประทาน

    มะขามหวานพันธุ์นี้ ก่อนปลูกควรต้องเตรียมดินโดยการไถดะแล้วตากดินไว้ 7 วัน ก่อนจะปรับหน้าดินให้เรียบจากนั้นก็ขุดหลุมกว้าง, ยาวและสูง 0.6 เมตร ในระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวไม่น้อยกว่า 10 เมตร ก่อนใส่ปุ๋ยจำพวกมูลวัวลงในหลุมปลูก

…เมื่อนำต้นพันธุ์ประกายทองลงไปปลูก หากเป็นช่วงหน้าฝนควรจะต้องก่อดินที่โคนต้นให้พูนสูงขึ้น เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง…หากปลูกช่วงฤดูแล้ง ควรทำคันบริเวณรอบทรงพุ่มเมื่อเวลารดน้ำจะได้มีน้ำกักเก็บไว้ อีกทั้งให้โรยเปลือกถั่วหรือซังถั่ว หากใช้ระบบน้ำหยดให้ใช้แกลลอนขนาด 5 ลิตร เจาะรูแล้วคอยเติมน้ำทุก 1 สัปดาห์…

    ในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปีให้ตัดแต่งกิ่งฝอย, กิ่งแขนง, กิ่งกระโดงและกิ่งที่ซ้อนกันออกเพื่อให้เกิดทรงพุ่มของลำต้นโปร่ง ป้องกันเชื้อราระบาด ถ้าลำต้นไม่สมบูรณ์ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-0 หากต้องการเร่งดอกให้ใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 เมื่อติดดอกแล้วจึงให้ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 เพิ่มความหวานเมื่อฝักเริ่มจะแก่ด้วยสูตร 0-10-30


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

ระยะพักตัว

     ในช่วงนี้จะอยู่ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน เป็นช่วงที่ไม่มีน้ำไม่มีความชื้น ใบมะขามจะร่วงหมดประมาณเมษายน ยิ่งใบมะขามร่วงมากเท่าใดยิ่งจะทำให้ต้นมะขามออกดอกติดฝักมากเท่านั้น

ระยะใบอ่อน

     ในช่วงนี้จะเริ่มตั้งแต่ ฝนเริ่มตกในครั้งแรกของปีซึ่งมีน้ำพอสมควร ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 อาทิตย์

ระยะดอก

     หลังจากที่ใบออกมาจนเริ่มเป็นใบเพสลาด ดอกก็จะตามออกมา ใน1ปีนั้นมะขามจะออกดอกและบานประมาณ 5 -10 ชุด ขั้นตอนนี้ระยะนานสุดไม่เกิน2เดือน

ระยะฝักอ่อน

     ถ้าช่วงปีไหนดินฟ้าอากาศเหมาะสมมะขามจะติดฝักเป็นพวงช่อ แต่ถ้าช่วงนั้นแห้งแล้งมากมะขามก็จะติดแบบฝักเดี่ยวมากกว่า ในระยะฝักอ่อนถ้าต้นมะขามที่ปลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลางยังไม่ถึง 7 – 8 เมตรเราไม่ควรจะเอาฝักไว้มากๆควร ช่วยเด็ดออกในระยะนี้ แต่ก็สามารถขายเป็นมะขามฝักอ่อนได้ ระยะนี้ตั้งแต่ ออกดอกจนเก็บขายได้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

ระยะฝักดิบ

     นับตั้งแต่ เริ่มออกดอกจนกลายเป็นฝักดิบนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีมากๆ ฝักสวยและได้เงินด้วย ในช่วงนี้จะใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2เดือน หลังจากนั้นฝักจะเริ่มแก่เกินที่จะนำไปดองหรือแช่อิ่มแล้ว

ระยะฝักแก่

     ช่วงนี้จะเป็นระยะสุดท้ายที่จะเก็บผลผลิตขายกันแล้ว จะแบ่งขายได้ 2 แบบ

  1. ขายออกต่างประเทศแบบทั้งฝักทั้งเปลือกแต่ฝักต้องสวยไม่แตก
  2. ขายให้กับคนที่ซื้อฝักไปแกะเปลือกเป็นเนื้อมะขามเปียก หรือลูกค้าบาง ส่วนก็แกะนำไปขายเองแต่อันนี้จะเหนื่อยนิดนึง แต่ก็ได้เงินมากกว่า

     ระยะนี้จะปลอกเปลือกมะขามง่ายมาก เนื้อมะขามสีก็สวย รสชาติความเปรี้ยวก็เป็นสองเท่าของมะขามเปรี้ยวพื้นบ้าน อัตราการได้เนื้อก็ดีนะครับ ในปีแรกการสร้างเนื้ออาจจะน้อยสักหน่อยเพราะเพิ่งเริ่มให้ผลผลิต

     ในปีแรก มะขามฝักแก่ 1 กิโล จะแกะได้เนื้อมะขามเปียก 2.5-2.8 ขีด การสร้างเนื้อจะมากขึ้นทุกๆปีตามอายุของต้นที่ปลูก เช่นในที่ไร่ของเราปีที 11ที่เราเก็บ มะขามฝักแก่ 1 กิโล แกะได้เนื้อมะขามเปียก 5.4 - 5.7 ขีด (แกะแบบเอาเปลือกและเมล็ดออกเหลือแต่เนื้อกับใย) ถ้าเปรียบเทียบกับมะขามธรรมชาติที่ขึ้นตามบ้านทั่วไปแล้ว เทียบกับ มะขามเปรี้ยวยักษ์ไม่ติดเลย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

     การเกิดปักแตกของมะขามหวานเพราะเปลือกเปราะไม่แข็งแรงน่าจะมาจากดินขาดซิลิกอนที่ละลายได้ ขาดแคลเซียมหรือมีแคลเซียมแต่ขาดโบรอนเวลาฝนตกดินจังหวัดแพร่ถูกน้ำชะล้างง่ายและรุนแรง ทำเกิดสภาพดินทรายหรือดินขาดแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นต่อการสร้างความแข็งแรงของเปลือกฝักมะขาม แคลเซียมเป็นองค์ประกอบของแคลเซียมเพ็คเตรด เป็นองค์ประกอบของเพ็คตินที่เป็นส่วนประกอบของเปลือก ธาตุโบรอนเป็นจุลธาตุช่วยการทำงานของแคลเซียม ลักษณะดินภูเขาดินลาดเอียงจะทำให้น้ำชะล้างธาตุอาหารบางชนิดง่ายขึ้น แนวทางแก้ปัญหาน่าจะใช้ปุ๋ย 14-9-20 หรือ 14-14-21 5 กก. พรมน้ำพอชื้นใส่ซิลิโคเทรซ 5 ช้อนแกง เคล้าให้เข้ากันใส่ภูไมท์ 1 กก. คลุกให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง ใช้ปุ๋ยนี้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และภูไมท์ซัลเฟต อาจทดลองก่อนบางต้น ใช้ภูไมท์ซัลเฟต 20 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 งาน โรยทั่วบริเวณพื้นดินใต้พุ่มต้น ส่วนการฉีดพ่นทางใบจะใช้ไวตาไลเซ่อร์ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือภูไมท์ซัลเฟต 200-300 กรัม แช่ในน้ำ 20 ลิตร กวนให้ละลายน้ำ ทิ้งให้ตกตะกอน 10 นาที แล้วรินเอาแต่น้ำส่วนบนไปฉีดพ่นก็ได้ หากไม่สะดวกในการหาปุ๋ยจุลธาตุต่างๆ อาจใช้ปุ๋ยไปตามปกติที่ทำอยู่แต่ลดครึ่งหนึ่งแล้วใช้แทนด้วยภูไมท์ซัลเฟตครึ่งหนึ่ง ถ้าใช้ภูไมท์ซัลเฟตมาตั้งแต่ฝักยังเล็กก็แทบจะไม่มีฝักแตกเลย

ที่มา : อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ, ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
2
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

     นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะเคล็ดลับในการปลูกมะขามให้ได้ฝักมาก เจ้าของสวนต้องดูแลตั้งแต่การเก็บเกี่ยวฝัก 
 
     รศ.ฉลองชัย แบบประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเคล็ดลับการดูแลมะขามหวานให้ได้ปริมาณมากและคุณภาพดีว่า เจ้าของสวนต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ตั้งแต่เก็บเกี่ยวฝักหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่งให้ในพุ่มต้นโปร่ง ตัดกิ่งจากโคนกิ่งใดกิ่งหนึ่งไปหาปลายกิ่ง จะตัดกิ่งแห้ง กิ่งชี้    เข้าในพุ่ม กิ่งฉีกหัก กิ่งเป็นโรคแมลง และฝักแตก ฝักแห้งออก ถ้าปลายกิ่งพ้นชายพุ่มไปหาแสงได้จะเอาไว้ ยอดของพุ่มที่ไม่สามารถพ่นยาป้องกันแมลงและโรคได้ถึงให้ตัดออกได้ ควรให้ปุ๋ย 15-15-15 ทางดินโดยวัดจากชายพุ่มไปยังโคนต้นเป็นเมตรได้กี่เมตร เท่ากับกิโลกรัมของปุ๋ย เช่น ถ้าได้ 3 เมตร ให้ใส่ 3 กก. แล้วให้น้ำจน    ชุ่ม มะขามจะเริ่มแตกตาเจริญเป็นกิ่ง เมื่อแตกกิ่งใหม่ในระยะนี้ ควรพ่นด้วยยาป้องกันกำจัดแมลงด้วยยา “คาบาริล” เช่น  เซฟวิน หรือ S-85 ผสมกับยาป้องกันกำจัดราแป้ง เช่น ไพราโซฟอส (ซาพรอล) หรือไตรโฟรีน (อาฟูกาน) ผสม        ปุ๋ยใบ 10-52-17 ที่มีอาหารธาตุรอง และยาจับใบ 1-2 ครั้ง ช่วยให้กิ่งที่แตกใหม่สมบูรณ์และ  มีตาดอก เมื่อช่อดอกเจริญควรพ่น  ยาป้องกันแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยไฟและราแป้งขาวอีก 1-2 ครั้ง ก่อนดอกบาน
  
     ช่วงดอกบานให้น้ำปกติ ปล่อยให้แมลงผสม เมื่อติดฝักที่ 1-2 ขนาดยาว 1-2 ซม. ให้พ่นปุ๋ย 21-21-21 ที่มีอาหารธาตุรองทุก 10 วัน และป้องกันราแป้งด้วย จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกในดินเมื่อติดฝักยาว 2-4 ซม. ต้นละ 2-3 เข่ง ขนาดเข่งละ 20 กก. พ่นยาป้องกันแมลงและราในระยะฝักเจริญเติบโต ป้องกันหนอนเจาะฝักและราแป้ง และใส่ปุ๋ยทางดินเพิ่มขึ้นอาจใช้สูตร 15-15-15 ผสมกับยูเรีย อัตราส่วน 2 : 1 ปริมาณต่อต้นใส่เท่า  กับที่ใส่ปุ๋ยให้ครั้งแรก พร้อมกับให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะฝนทิ้งช่วงกลางปีช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. อย่าให้ขาดน้ำมิฉะนั้นจะเกิดรสเปรี้ยวเมื่อฝักสุก ยาป้องกันแมลงและรากต้องพ่นอยู่เสมอ
 
     ช่วงปลายฝนในเดือน ก.ย.-ต.ค. ฝักจะแก่ ควรใส่ปุ๋ยทางดินด้วยปุ๋ยโพแทสเซียมสูง เช่น 13-13-21, 8-24-24 หรือ 9-24-24  หรือ 0-0-50 หรือ 0-0-60 ต้นละประมาณ 1-2 กก. แล้วแต่ขนาดของต้น เมื่อฝักสุกควรเก็บเกี่ยวอย่างระมัดระวังไม่ให้ฝักแตก ฝักที่เก็บมา ควรแยกเป็นพันธุ์ และคัดขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ฝักที่เก็บเกี่ยวบางครั้งพบคราบดำที่ฝัก เกิดจากราดำขึ้นที่มูลของเพลี้ยจะอยู่ที่ผิวฝัก สามารถขัดออกด้วยฟองน้ำหรือสก๊อตช์ไบรต์ที่ชุ่มน้ำ และ เอาฝักที่ขัดล้างในน้ำไหลผิวจะสวยและน้ำไม่เข้าเนื้อแล้วนำไปอบได้
 
     นอกจากการดูแลต้นมะขามแล้ว อาจารย์ยังได้บอกวิธีอบฝักมะขามอีกว่าทำได้ 3 วิธี คือ 1. อบด้วยตู้แสงอาทิตย์ แบบของกรมส่งเสริมการเกษตร อุณหภูมิ 58-60ํC นาน 1 วัน 2. อบด้วยตู้อบไอร้อนจากแก๊ส อุณหภูมิ 70ํC  นาน 30 นาที 3. นึ่งด้วยไอน้ำเดือด แต่วิธีนี้ไม่นิยมทำเพราะจะทำให้ผิวเปลือกคล้ำและต้องผึ่งให้แห้งหลังนึ่งซึ่งใช้เวลานาน จากนั้นจึงนำไปบรรจุใส่ถุงหรือกล่องพลาสติกเพื่อจำหน่ายต่อไป


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 


 หน้าที่ 1 จาก 2 

 1  2 »


 

;