ระวังภัยร้ายจากรองเท้าส้น
ในปัจจุบันรองเท้าส้นสูงกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ และดิฉันคิดว่าเทรนด์รองเท้าส้นสูงกำลังมาแรงแซงทางโค้งสาวๆ จำนวนมากได้เข้าใจผิดว่ายิ่งใส่สูงยิ่งทำให้ตัวเองสวยยิ่งขึ้น และทำให้ตังเองดูสง่า การที่ผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูงนานๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ จากการใส่รองเท้าส้นสูง และถ้าผู้หญิงเราใส่รองเท้าทุกวันอาจจะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ และส่วนมากผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้เวลายืนนานๆและการเดินที่นานๆ เช่น อาจารย์ พนักงานต้อนรับ และบางส่วนก็เป็นนักศึกษา เนื้อหา สาวๆที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ และต้องยืนเป็นเวลานานควรระวังปัญหาด้านสุขภาพที่อาจตามมาไม่รู้จบ นอกจากนี้ อาการเส้นเลือดขอดยังเป็นภัยเงียบ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาลิ่มเลือดหลุดไปที่หัวใจ คุณหมอ อธิบายว่า “เส้นเลือดขอด”เป็นความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดดำ ทำให้ผนังเส้นเลือดดำหย่อนตัว เกิดได้กับเส้นเลือดดำที่อยู่ตื้น ขนาด 4-5 มิลลิเมตร บริเวณปลายเท้าและขาหนีบ รวมถึงเส้น เลือดดำขนาด 10-15 มิลลิเมตร ที่อยู่ลึกจนมองไม่เห็น ซึ่งหน้าที่หลัก ของเส้นเลือดดำคือ รับเลือดจากเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ส่งกลับเข้าสู่หัวใจ หากเกิดความผิดปกติกับเส้นเลือดดำ ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และส่งผลต่อโรคหัวใจ โดยตรง สำหรับความผิดปกติของเส้น เลือดดำบริเวณขา มักมีสาเหตุมาจากการ ยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ยิ่งสาวๆที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง และต้อง ยืนเป็นเวลานานๆด้วยแล้ว ทำให้ขาต้องรับ บทหนัก และเกิดการกดทับ น่าเสียดายที่คนไข้ส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ เนื่องจากกังวลในเรื่องความสวยงาม แทนที่จะรักษาเส้นเลือดขอด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดหัวใจ
บทสรุป สำหรับความผิดปกติของการใส่รองเท่าส้นสูง สาเหตุจากการที่ผู้หญิงยืนนานๆ ก็อาจจากการทำงาน หรือ ซื้อของ จึงทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเลือดขอด เท้าเสื่อม เล็บขบ ดิฉันอยากให้สาวๆทุกคนช่วยกันดูแลเท้าของเรา
วิธีแก้ไข หรือบรรเทา เราสามารถช่วยผ่อนคลายเท้าได้คือ การแช่น้ำอุ่น ประมาณ 15-20 นาที ใช้น้ำมะขามขัดเท้าเพื่อผ่อนคลายเท้ากล้ามเนื้อเท้าที่ตึงเป็นเวลานานและถ้าคนที่ใส่รองเท้าสูงนานและไม่ปฏิบัติการผ่อนคล้ายเท่านี้ อาจจะส่งผลต่อระบบหัวใจ โดยตรงเพราะเกิดจากการผิดปกติของเส้นเลือดและระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ในร่างกายไม่เพียงพอ และตัวเราเองก็ควรที่จะสนใจดูแลตัวเอง เพื่อสุขภาพที่ดีของเรา แล้วถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหันมาสนใจกับสิ่งที่เล็กๆของร่างกายเรา และที่สาวๆหลายคนคิดว่าเรื่องระบบหัวใจไม่น่าที่จะมาเกี่ยวกับเท้าของเราสาวๆคิดกันแบบนี้คงคิดผิดแล้วเพราะสิ่งที่เรามองข้าม อาจจะทำให้เราถึงแก่ชีวิตได้ถ้าทุกคนรู้แบบนี้แล้วทุกคนควรมาดูแลเท้าของคุณตั้งแต่ตอนนี้
ปวดฟัน
ส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากฟันผุเป็นรู ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จะระงับเชื้อโรคและทำให้ปลายประสาทชา ยังไม่มียา ที่ยับยั้งฟันที่ผุแล้วไม่ให้ลามต่อไป เมื่อรู้ว่าฟันผุต้องรีบไปอุดเสีย ยาแก้ปวดฟันจะช่วยระงับอาการเท่านั้น เมื่อหายปวดแล้วต้องรีบไปอุดหรือรักษาฟันต่อไป
ขนานที่ 1 เด็ดใบตำลึงมาสัก 1 กำมือ ดินสอพอง 2 แผ่น ใส่ครกโขลกพอแหลก เติมน้ำนิดหน่อยเอามาพอกข้าง แก้มที่ปวด พอแห้งก็เปลี่ยนใหม่ พอกสัก 2-3 ครั้ง จะทำให้หายปวดได้
ขนานที่ 2 เอาหัวข่าแก่สดผสมเกลือเล็กน้อย โขลกให้ละเอียดใส่รูฟันที่ปวด
ขนานที่ 3 เอากานพลูตำพอแหลกผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอแฉะ ใช้จิ้มหรืออุดฟันที่ปวด
ขนานที่ 4 ลอกเปลือกไม้มะขามจะเป็นมะขามเทศหรือมะขามบ้านก็ได้ เอามา 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วมยา ใส่เกลือ 1 ช้อนชาต้มให้เดือนสัก 10 นาที ปล่อยให้เย็น เอามาอมไว้ในปาก อมนาน 2-3 นาทีอมสัก 3-4 ครั้ง
ขนานที่ 5 ใช้เปลือกข่อยต้มอมแบบเดียวกับเปลือกมะขาม
ขนานที่ 6 ใช้รากมะพร้าวต้ม อมแบบเดียวกับเปลือกมะขาม
ขนานที่ 7 เอาการบูรใส่ในฟันที่ปวด
ขนานที่ 8 เอารากหนอนตายอยาก ตำอุดตรงรูฟันที่ปวด
ขนานที่ 9 ใช้ใบและต้นของผักส้มกล ผสมกับเกลือพอให้เค็ม ขยี้พอให้ช้ำๆ แปะข้างเหงือกตรงฟันที่ปวด
ขนานที่ 10 เอาดอกหรือใบของผักคราดหัวแหวนขยี้หรือบดให้ละเอียดใส่ฟันที่ปวด
ขนานที่ 11 เอากระดาษหรือใบตองมวนสำลีแบบมวนบุหรี่ แล้วสูบทางจมูกข้างตรงข้ามกับฟันที่ปวด สูบเพียง 1 มวน ถ้ามึนให้พักสักครู่จึงค่อยสูบต่อ (สูบแล้วจะมีอาการน้ำหูน้ำตาไหล)
ข้อมูลโดย : ไทปัน การแพทย์แผนไทย-จีน
ในหน้าหนาว คนโบราณที่ยังไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น อย่างดีก็ต้มน้ำร้อนในกานำมาผสมในกะละมังตักอาบ แต่ก็ใช่จะมีแต่พึ่งกาต้มน้ำเท่านั้น ผู้เฒ่าแม่แก่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเรา แนะนำไว้ในประสบการณ์ชีวิตว่า การอาบน้ำในฤดูหนาวนั้นสำคัญนัก เพราะจะทำให้เป็นไข้หวัดหรือรักษาสุขภาพดีจนผ่านพ้นลมหนาวไปได้
ประการ แรก ไม่ควรกัดฟันทนหนาวเพราะความเคยชิน แล้วตักน้ำอาบหรือ ท้าส ายน้ำจากฝักบัว โดยเฉพาะทนอาบน้ำเช้า-เย็น เป็นอันขาด จะทำให้ไม่สบายจนปอดบวมได้ คนโบราณเขารู้กันว่าเวลาอากาศเย็นจัดๆ เช่นตอนเช้ามืดและดึกดื่นค่ำคืนไม่ควรอาบน้ำ เวลาที่เหมาะในการอาบน้ำ คือ เวลายังมีแดด ก่อนบ่ายสามหรือบ่ายสี่ เด็กๆ ก็ไม่ควรอาบน้ำ แต่ใช้การเช็ดตัวน่าจะพอ และอย่าให้น้ำเย็นถูกบริเวณอกกับคอ เพราะเด็กมีความต้านทานน้อยจะไม่สบายได้ง่าย
การ นอนก็เป็นกิจกรรมที่สำคัญ เคยสังเกตหรือไม่ว่า ก่อนนอนยังดีๆ แต่พอตื่นเช้ากลับรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าโดยส่วนใหญ่เกิดจากการห่มผ้าไม่เพียงพอ หรือนุ่งห่มเสื้อผ้าบางเกินไป โดยเฉพาะบริเวณอกและคอซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไข้หวัดมักโจมตี จึงต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอด
แต่ ถ้าเราดูแลสุขภาพตามวิถีข้างต้นดีแล้ว ปัญหาอีกประการหนึ่งที่หลายคนไม่ชอบเอาเลยในฤดูหนาวคือ อาการผิวแห้งแตก บางท่านแม้จะใช้ครีมหรือโลชั่นทาผิวทาแล้วทาอีก ผิวพรรณก็ยังแห้งเป็นขุย ลองใช้ประสบการณ์ของคุณยายคุณย่า ที่เคยผ่านวัยสาวที่อารมณ์จิตใจคงไม่ต่างจากสาวๆ รุ่นนี้ ที่ห่วงใยความงามของผิวพรรณเช่นกัน
สาว สวยย้อนยุคจะมีเครื่องสำอางข้างกายไว้สู้ลมหนาว เรียกได้ว่าเชื้อเชิญเข้ามาประจำในห้องน้ำเลยก็ได้ นั่นคือ มะขามเปียก ใช้มะขามเปียกในห้องน้ำคงไม่ได้คั้นมาทำอาหารใดๆ แต่ใช้แทนสบู่ในฤดูหนาวได้เลย หากคุณไปซื้อมะขามเปียกมาสัก ๕-๑๐ บาท ลอกเอารกหรือใยของมะขามออกก่อน ตอนอาบน้ำก็ลาดตัวปกติ แต่แทนที่จะใช้สบู่ฟอกตัวให้ใช้มะขามถูตัวได้เลย ใครที่คิดว่าร่างกายไม่สะอาด ขอให้รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึก เพราะกลิ่นมะขามไม่หอมสะอาดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ที่ทำให้เรารู้สึกสะอาด
แต่ ถ้าพิจารณาจากสารออกฤทธิ์ของมะขามจะพบว่า มะขามมีคุณสมบัติทำความสะอาดผิวหนังได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าร่างกายของเราจะมีกลิ่นตัว คนรุ่นก่อนยังแนะนำให้ผู้มีกลิ่นเต่าใช้มะขามถูตัวและใช้ถูรักแร้เวลาอาบน้ำ เพื่อลดกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ด้วย
นอกจาก นี้ มะขามถนอมผิวรุ่นคุณย่ายังสาวนั้นได้มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ซึ่งทางมูลนิธิสุขภาพไทยได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำไว้ใช้เองมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นสินค้าโกอินเตอร์ส่งขายไปในหลายประเทศ มะขามในตลาดสด สามารถนำมาทำเป็นครีมมะขามขัดผิว บำรุงผิวให้ผ่องเนียนและสะอาดสะอ้าน แม้ใครผิวคล้ำก็สวยได้เพราะผิวพรรณเนียนผ่อง
วิธี ทำง่ายๆ นำมะขามเปียกมาล้างน้ำ ลอกเอารกออก แล้วขูดเอาเฉพาะเนื้อมะขามมาใช้ ผสมนมสดพอให้เนื้อมะขามเหลวแต่อย่าให้เหลวจนทาไม่ติด ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย และถ้ามีผงขมิ้นใส่ลงไปอีกเล็กน้อย บรรจุใส่ภาชนะ นำมาใช้ทาหน้าเพื่อทำความสะอาดหรือทาผิวแขนขาก็ได้ ควรทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที แนะนำให้ใช้เฉพาะเวลาเย็น เนื่องจากมะขามมีฤทธิ์เสมือนกรดผลไม้ ช่วยขจัดเซลส์ที่ตายแล้ว ถ้าใช้เวลาเช้าแล้วออกไปทำงานถูกแสงแดดจัด อาจทำให้เกิดความระคายเคืองผิวได้ ปัจจุบันครีมมะขามที่ว่านี้ยกระดับไปใช้บริการในสปาหรูกันแล้วจะบอกให้
ข้อมูลโดย : มูลนิธิสุขภาพไทย 0-2589-4243
กาแฟสมุนไพรลดอาการปวดศีรษะไมเกรน
ส่วนผสม / เครื่องปรุง
วิธีทำ
หมายเหตุ กลิ่นของกาแฟสมุนไพรถ้วยนี้จะเหมือนกับกาแฟมากเหมาะสำหรับผู้ที่ติดกาแฟและต้องการดื่มอะไรเพราะติดเป็นนิสัยกาแฟถ้วยนี้ไม่มีคาเฟอีนจึงสามารถใช้แทนกาแฟธรรมดาได้ดีในวันที่ต้องเลิกกาแฟ ข้อดีอีกประการหนึ่งของกาแฟถ้วยนี้คือเมล็ดชุมเห็ดไทยมีฤทธิ์ในเชิงสงบประสาทจะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะในระหว่างการอดกาแฟได้ดีทีเดียว หาซื้อเมล็ดชุมเห็ดไทยได้ตามร้านขายยาสมุนไพรไทยทั่ว ไปราคาไม่แพงเลยตกกิโลกรัมละประมาณ 25 บาทเท่านั้น
ข้อมูลโดย : พญ.ลลิตา ธีระสิริ
คนสูบบุหรี่จัดและดื่มกาแฟวันละหลายๆ แก้วแล้ว มีปัญหาฟันติดคราบบุหรี่และคราบกาแฟเป็นสีเหลืองหรือสีดำดูน่าเกลียดมาก เวลานั่งรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ หรือคนอื่นเขาเห็นเข้าจะแสดงอาการไม่ชอบด้วยการย้ายไปนั่งรับประทานที่อื่นทันที ทางแก้ ดีที่สุดคือต้องไปให้หมอฟันช่วยกรอหรือขัดฟันทำให้หายได้ แต่บางคนไม่ชอบหรือไม่กล้าเพราะเป็นโรคกลัวหมอฟัน รู้สึกเสียว จึงขอให้ช่วยแนะนำสูตรสมุนไพรในการแก้อาการดังกล่าวด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ ในทางสมุนไพรมีสูตรรักษาแบบง่ายๆ และใช้ได้ผลมาแต่โบราณแล้วคือ ให้เอาผลหรือฝัก “มะขาม” ที่เป็นผลหรือฝักแก่จัดยังดิบอยู่ ไม่ถึงสุก ผ่าเอาเมล็ดในออกแล้ว เอาเฉพาะเนื้อขัดถูฟันเป็นประจำเช้า กลางวัน และก่อนนอน ถูหรือขัดไปเรื่อยๆ จะค่อยๆลดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟที่ติดฟันได้ ฟันจะขาวสะอาดใสเหมือนเดิม ใครที่เป็นโรคกลัวหมอฟันเอาสูตรนี้ไปใช้รับรองว่าได้ผลแน่นอน
ตั้งแต่เกิดมาทุกคนจะถูกปลูกฝังให้กินผัก ผลไม้ เยอะ ๆ ทั้งที่บางคนก็ไม่เคยรู้เลยว่า ในผัก ผลไม้ ที่กินเข้าไปนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร หรืออาจจะมีสารอะไรบ้างที่เป็นพิษต่อร่างกาย
ท่านผู้อ่านรู้หรือไม่ว่า ผัก ผลไม้ บางชนิดที่เรากินเข้าไปทุกวัน มี “กรดออก ซาลิก” อยู่หากเรากินเข้าไปในปริมาณ มาก ๆ มันอาจจะไปจับกับแคลเซียม ทำให้เกิดนิ่วได้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุร วัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ในผักต่าง ๆ จะมีกรดออกซาลิกมาก โดยเฉพาะ ยอดผัก ใบ หรือต้นอ่อน
กรดออกซาลิก มีอยู่ในผักหลายชนิด ได้แก่ ใบชะพลู ยอดพริกชี้ฟ้า ผักปลัง ผักโขม ผักชีฝรั่ง ผักกระเฉด หัวไชเท้า ใบโหระพา หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี ผักกาด แครอท มันสำปะหลัง ดอกกะหล่ำ มะเขือ กระเทียม
ในผักบางชนิดนอกจากจะมีกรดออกซาลิกมากแล้ว จะมีแคลเซียมอยู่ในตัวมันเองเยอะด้วย ก็ยิ่งจะรวมตัวกัน และทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น
ส่วนผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก ได้แก่ สับปะรด กล้วยไข่ พุทรา
การกินผักและผลไม้ที่มีกรดออกซาลิก มาก ๆ มันจะไปจับกับแร่ธาตุตัวอื่น ๆ กลายเป็นผลึกออกซาเลต เช่น จับกับแคลเซียม ก็จะกลายเป็น แคลเซียมออกซาเลต จับกับโซเดียม ก็จะกลายเป็น โซเดียมออกซาเลต
กรดออกซาลิกจะชอบไปจับแคลเซียม ทำให้เกิดแคลเซียมออกซาเลตได้ง่าย ยิ่งในปัจจุบันคนชอบกินแคลเซียมเม็ด กรดออกซาลิกก็จะไปจับกับแคลเซียมที่กินเข้าไป หรือไปจับกับแคลเซียมในกระดูก ทำให้เกิดผลึกนิ่ว กระดูกงอก กระดูกย้อย พอกระดูกของคนเราถูกดึงแคลเซียมออกไป กระดูกก็จะพรุนง่าย ทำให้มีหินปูนงอกตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เอกซเรย์แล้วอาจจะเจอกระดูกงอกตรงนั้นตรงนี้ กลายเป็นก้อนนิ่วเลยก็ได้
ความจริงร่างกายสามารถขับกรดออกซาลิกออกมาทางปัสสาวะได้ แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องไต ไม่ควรกินเพราะร่างกายจะไม่สามารถขับกรดออกซาลิก ออกมาได้หรือขับออกมาได้น้อย ทำให้เกิดนิ่วในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้ คนที่กินแคลเซียมเม็ด ก็ไม่ควรกินผักที่มีกรดออกซาลิก หรือถ้ากินผักที่มีกรดออกซาลิก ก็ไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นได้
ดังนั้นการกินผัก ผลไม้ ที่มีกรดออกซาลิก ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเป็นกิโลกรัม หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียม
อย่างไรก็ตามผัก และผลไม้ ที่กล่าวมา แม้จะมีกรดออกซาลิก ที่อาจเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ประโยชน์ด้านอื่นก็มีเช่นกัน เช่น มีวิตามิน แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หรือมีคลอโรฟิลล์เยอะ ซึ่งคลอโรฟิลล์จะช่วยนำสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ช่วยชะลอเซลล์ที่เสื่อมได้ หลักสำคัญในการกิน คือ กินอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะยอดผัก มีสีเขียวจัด กลิ่นฉุน กลิ่นแรง.
ใช้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2-3 แก้ว ให้เดือดนาน 10-15 นาที ใช้ล้างแผลเรื้อรังหรือแผลจากฝีนอกจากทำให้แผลสะอาดแล้ว ยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
มะขาม (Tamarind)
นับได้ว่าเป็นผลไม้พื้นบ้านที่คนไทยรู้จักมาช้านาน อีกทั้งเราสามารถนำส่วนต่างๆ ของมะขามมาใช้ประโยชน์ในการรักษาได้แทบทั้งสิ้น เช่น ในเนื้อมะขามมี สารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ซึ่งจะช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ นอกจากนั้น ยังมีกรดอินทรีย์ (Oragnic acid) อยู่หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) และกรดซิตริก (Citric acid )ทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เพิ่มกากใยอาหารและช่วยหล่อลื่นให้ขับถ่ายสะดวก