มะขาม.com - Tamarind Blog

11
มี.ค.

·  เครื่องอบแห้งแบบอุโมงค์ลมร้อน (tunnel dryer) มีความกว้าง 1 เมตร สูง 1.8 เมตร และยาว 4.8 เมตร บรรจุรถเข็นสำหรับวางถาดใส่วัสดุอบ 5 คัน คันละ 10 ถาด คิดเป็นพื้นที่การอบแห้งทั้งหมด 28 ตารางเมตร ใช้แก๊ส LPG เป็น เชื้อเพลิง โดยมีพัดลมแบบไหลตามแกนขนาด 1 แรงม้า จำนวน 2 ตัว เป็นตัวทำให้ ลมร้อนไหลวนมีระบบควบคุมอุณหภูมิแบบอัตโนมัติ ที่สามารถปรับได้ 100 องศา เซลเซียส โดยมีความละเอียดถึง 1 องศาเซลเซียส

·  จากการทดสอบพบว่า สามารถอบแห้งมะขามหวานได้ครั้งละ 300 กิโลกรัม โดย อบมะขามที่แห้งแล้ว ด้วยลมร้อนอุณหภูมิ 70-80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง สามารถฆ่าแมลงและลดการเกิดเชื้อราได้ โดยใช้พลังงานไฟฟ้า 1.5 หน่วย และแรงงาน 4 คน

·  ในการอบแห้งมะขามที่มีความชื้นสูง ได้ทดสอบอบแห้งมะขามหวานที่มีความสุกแก่ ในระยะคาบหมู ที่มีความชื้น 20-28% สามารถลดความชื้นลง 11% wb โดยใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแก๊สประมาณ 1.5 กิโลกรัม/ชม. ซึ่งสามารถเก็บรักษาให้ปลอดภัยจากแมลงและเชื้อราได้ และยังช่วยให้เก็บเกี่ยว มะขามได้เร็วกว่ากำหนด และลดจำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยวลงได้

·  ในกรณีที่เกิดฝนตกหลายวัน ในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวมะขามหวาน การอบแห้งจะ ช่วยลดความเสียหายจากเชื้อราได้มาก

ข้อมูลโดย :

ศิวลักษณ์ ปฐวีรัตน์ ชูศักดิ์ ชวประดิษฐ์ นิทัศน์ ตั้งพินิจกุล ยงยุทธ คงซ่าน สุภัทร หนูสวัสดิ์ และอนุสรณ์ พิณศิริกุล
การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมเกษตร วันที่ 18-20 พฤษภาคม 2537. จัดโดย ศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรแห่งชาติ ณ อาคารศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรแห่งชาติ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยาเขตกำแพงแสน, นครปฐม. 2537. หน้า 208
2537


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.

     ในปัจจุบันมีความต้องการสารกันหืนมากขึ้น เนื่องจากการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อเก็บรักษาอาหารให้มีกลิ่น สี และรสที่ดีได้นาน ๆ มีมากขึ้น แต่ในอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบจะถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย เกิดสารพวก peroxide ขึ้น ซึ่งถ้ามี peroxide ในปริมาณมากพอจะทำให้อาหารนั้นมีกลิ่น สี และรสเปลี่ยนไป ดังนั้นเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่อาจเกิดขึ้น ควรให้อาหารนั้นสัมผัสกับออกซิเจนน้อยที่สุด หรือเติมสารกันหืน (antioxidants) ทำให้เกิดการเหม็นหืนช้าลง ซึ่งสารกันหืนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร, เครื่องสำอาง และยา เป็นสารกันหืนที่ได้จากการสังเคราะห์ เช่น BHA (Butyrated hydroxyanisol) และ BHT (Butyrated hydroxytoluene) ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่แล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันสารกันหืนที่ได้จากธรรมชาติ เช่น Vitamin E หรือ อัลฟ่า-tocopherol ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากพบว่ามีอันตรายต่อการบริโภคน้อยกว่า จึงมีความพยายามที่จะสกัดสารกันหืนจากธรรมชาติ   ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการสกัดจะได้จากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่น ชา และพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

     มะขามจัดเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่ อายุประมาณ 100 ปี ปลูกได้ทุกภาคของประเทศสามารถทนอากาศแห้งแล้งและมลภาวะต่าง ๆได้ดีจึงนิยมปลูกตามริมถนน มะขามนับได้ว่าเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ลำต้นนิยมนำมาทำด้ามมีด, ด้ามจอบ และเขียง เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีความทนทานสูง ส่วนเนื้อมะขามนอกจากใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้สารประเภทกัม (gum) คือเจลโลส (jellose) ที่ได้จากเนื้อในเมล็ดมะขาม สำหรับเปลือกเมล็ดมะขามมีสีน้ำตาล นอกจากใช้เป็นสีย้อมผ้าได้แล้ว ยังมีสารซึ่งมีคุณสมบัติต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ (antioxidant) สามารถใช้เติมในอาหารและเป็นส่วนผสมในยา หรือเครื่องสำอางได้

     สำหรับเทคนิคการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวด (supercritical fluid extraction) เป็นวิธีการสกัดที่ได้รับความสนใจมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่าการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่สามารถแยกตัวทำละลายออกมาได้หมดสมบูรณ์ ทำให้มีตัวทำละลายตกค้างอยู่ ส่วนตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวดที่ได้รับความสนใจมาก คือ คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวด (supercritical carbondioxide) เพราะมีจุดวิกฤติที่ต่ำ คือที่สภาวะความดัน 72.8 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 31.1องศา ซึ่งในสภาวะวิกฤตยิ่งยวดนี้ คาร์บอนไดออกไซด์จะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายอย่างดีสามารถแยกออกจากผลิตภัณฑ์ได้ง่ายหลังจากสิ้นสุดการสกัดแล้ว ทำให้ไม่ตกค้างในผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังไม่เป็นพิษ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยข้อดีเหล่านี้ส่งผลให้ มีการประยุกต์ใช้คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวดในงานสกัดต่าง ๆ มากขึ้น เช่น นำไปสกัดนิโคตินออกจากใบยาสูบ นำไปสกัดไขมันออกจากถั่วเหลืองนำไปสกัดอัลฟาแอซิดเรซิน (alpha-acid-rasins) ออกจากดอกฮ๊อป (hop) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์ นำไปสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ และยังพบว่าคาร์บอนไดออกไซด์วิกฤติยิ่งยวดสามารถนำมาสกัดสารกันหืนออกจากเมล็ดมะขาม และเปลือกเมล็ดมะขามได้ จึงได้ศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารกันหืนออกจากเปลือกมะขามโดยใช้เทคนิคนี้ เพื่อที่จะนำสารกันหืนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อไป

ข้อมูลโดย :
ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เชื้อประเสริฐ  (หัวหน้าโครงการ)
Supaporn Chuaprasert. (Asst. Prof.)
ดร.วิไล ลือวิสุทธิชาติ
Wilai Luewisutthichat. (Lecturer.)
อ.ละเอียด เพ็งโสภา
La-eid Pengsopar. (Lecturer)
ภาควิชาวิศวกรรมเคมี
โทรศัพท์ 427-9221-33 โทรสาร 428-3534


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.

     การศึกษาการใช้ผงแป้งเมล็ดมะขาม เป็นสารช่วยสร้างตะกอน ร่วมกับสารส้ม เพื่อลดความขุ่นของน้ำ

     การศึกษาการใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขาม เป็นสารช่วยสร้างตะกอนร่วมกับสารส้ม เพื่อลดความขุ่นของน้ำ ด้วยวิธีจาร์เทสต์ ที่ระดับความขุ่นน้ำดิบ 50 100 และ 150 NTU พีเอช 6.5 และ 7.5 ตามลำดับ โดยใช้สารแขวนลอย ผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยวและชนิดหวานในลำดับการเติม สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามก่อนหรือหลังการเติมสารส้ม เพื่อหาปริมาณความเข้มข้น ชนิด และลำดับการเติมสารแขวน ลอยผงแป้งเมล็ดมะขามที่เหมาะสม ที่เติมร่วมกับปริมาณ 50% 40% และ 30% ตามลำดับ ของความเข้มข้นสารส้มที่เหมาะสม เพื่อลดความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ไม่เกิน 5 NTU ผลการทดลองพบว่า การใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ด มะขามชนิดเปรี้ยวเป็นสารช่วยสร้างตะกอนร่วมกับปริมาณ 50% 40% และ 30% ตามลำดับของความเข้มข้นสารส้มที่เหมาะสม จะมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณความขุ่นของน้ำสูงกว่า การ ใช้สารส้มในปริมาณดังกล่าวร่วมกับสารแขวนลอยผงแป้งเมล็ด มะขามชนิดหวาน โดยมีลำดับการเติมสารแขวนลอยผงแป้งเมล็ด มะขามชนิดเปรี้ยวหลังการเติมสารส้ม เป็นลำดับการเติมที่ เหมาะสม นอกจากนี้ยังพบว่า ที่ระดับความขุ่นของน้ำดิบ 50 NTU พีเอช 6.5 และ 7.5 ตามลำดับ การใช้สารแขวนลอย ผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยว ไม่สามารถลดค่าความขุ่นของ น้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (ไม่เกิน 5 NTU) ได้ เมื่อน้ำดิบมีความขุ่น 100 NTU และ 150 NTU ที่ค่าพีเอช 6.5 การใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยว สามารถลดค่าความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 NTU ได้โดยช่วยให้ประหยัดการใช้สารส้มลงได้ถึง 50% และเมื่อน้ำดิบมีความขุ่น 100 NTU และ 150 NTU ที่ค่าพีเอช 7.5 การใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยว สามารถลดค่าความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 NTU ได้เช่นเดียวกัน โดยช่วยให้ประหยัดการใช้สารส้ม ลงได้ถึง 60% จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สรุปได้ว่า การใช้สาร แขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยวเป็นสารช่วยสร้าง ตะกอนร่วมกับสารส้ม โดยเติมภายหลังการเติมสารส้ม เพื่อ ลดความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 NTU เหมาะ สำหรับน้ำดิบที่มีระดับค่าความขุ่นระหว่าง 100-150 NTU ที่ค่าพีเอช 6.5 และ 7.5 ตามลำดับ เพราะสามารถช่วย ประหยัดการใช้สารส้มลงได้มากกว่า 50% ขึ้นไป โดยไม่ ทำให้ค่าพีเอชและค่าความเป็นด่างของน้ำดิบเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต น้ำประปาลงได้ 
 
ศึกษาข้อมูลโดย : ชัยนุวัฒน์ วัชรพันธุ์อมต


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.

     แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยนิยมปลูกมะขามไว้ในบ้านเพราะมีประโยชน์ใช้สอยสารพัด ไม่ว่าจะเอาไม้หรือกิ่งของมันมาทำของใช้ อย่างหนังสติ๊ก ทำเครื่องเรือน ทำเขียง ในของมันเอามาทำสีย้อมสีเหลือง ยอดมะขาม ดอกมะขามเราก็เอามาทำอาหารได้หมด ฝักอ่อนมะขามเราก็เอามากิน ฝักแก่ก็กิน เอามาทำมะขามเปียกใส่ไหเอาไว้กินแทนมะนาวได้ทั้งปี

 

     แถมเนื้อมะขามมีฤทธิ์ทางยา เป็นยาขับลม ยาระบาย ใช้ผสมปูนกินกับหมาก ทารักษากลากเกลื้อน เมล็ดของมะขามยังเป็นยาแก้ท้องเสีย ขับพยาธิ ส่วนรกมะขามตรงที่เป็นเส้นๆ หุ้มเนื้อมัน โบราณก็ใช้เป็นยาแก้ประจำเดือนผิดปกติอีกด้วย
     เรารู้กันว่ามะขามใช้เป็นยาระบายได้ ทั้งนี้เพราะในเนื้อมะขามมีกรดอินทรีย์มากมายเช่น Tartatic acid,Citric acid,Malic acid,Potassium bitartrate ทำให้มีรสเปรี้ยวและมีฤทธิ์ระบายท้อง ทั้งยังมีสารเส้นใยประเภท เปคตินและกัม การที่เราเอาเนื้อมะขามมาขยำกับน้ำแล้วได้เมือกน้อยๆนั่นแหละเปคติน มะขามจึงช่วยทำให้ขับถ่ายได้ดีกว่าเดิม
     จากการทดลองทางเภสัชวิทยาและทางคลินิกปัจจุบัน เราพบตัวยาในมะขามมากมาย เช่น

  1. เปลือกต้นมะขาม หากนำไปสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95 % ปรากฏว่ามีสารต้านเชื้อราชนิด neurospora crassa
  2. ใบ : สารสกัดแอลกอฮอล์ 95 % มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายตัว เช่น แบคทีเรียที่ผิวหนัง Staphylococus aureus, Bacillus subtillis , แบคทีเรียในลำไส้ Escherichia coli, เชื้อไทฟอยด์ Salmonella typhosa และกระทั่งเชื้ออหิวาต์ Vibrio cholera เป็นต้น
    แต่ถ้าสกัดด้วยน้ำร้อน คือ นำเนื้อมะขามไปต้ม จะได้สารซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะในการฆ่าแบคทีเรีย ในลำไส้ E.coli
  3. เนื้อมะขาม : สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95 % จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา Tricophytum mentogrophyte และ T.rubrum ซึ่งเป็นเชื้อรา ของโรคกลากโบราณเขาจึงใช้ทาแก้กลากเกลื้อน
  4. เมล็ด มีฤทธิ์ขับพยาธิ Meloidogyne incognita ภายใน 48 ชั่วโมง
  5. เมล็ด ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรงที่ชื่อ oligomeric proanthocyandine OPC เป็นสารตัวเดียวกันกับที่พบในสารสกัดจากเมล็ดองุ่น(Grape seed) หรือเปลือกสน (pine bark extract) ต่อไปแทนที่จะเสียสตางค์ซื้ออาหารเสริมจากต่างประเทศกิน การกินเมล็ดมะขามก็จะได้ประโยชน์อย่างเดียวกัน

ข้อมูลโดย : พญ.ลลิตา ธีระสิริ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
ก.พ.

การรักษาคุณภาพมะขามหวานด้วยการฉายรังสี

โดย ยุทธพงศ์ ประชาสิทธิศักดิ์
กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ

มะขามหวาน เป็นผลไม้ที่สร้างรายได้อย่างงามให้กับเกษตรกรของจังหวัดเพชรบูรณ์มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ขายได้ราคาสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ไทยชนิดต่าง ๆ มะขามหวานเป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี ถูกปากของผู้ที่ได้เคยลิ้มลองมาแล้ว ปลูกกันมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมากมายหลายพันธุ์ด้วยกันได้แก่ พันธุ์สีทอง ศรีชมภู ขันตี หมื่นจง อินทผลัม น้ำผึ้ง ไผ่ใหญ่ บ้านพระโรจน์ และประกายทอง เป็นต้น อำเภอชนแดนของจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดมะขามหวานพันธุ์ดีที่ร่ำลือกันไปทั่วประเทศว่า เป็นมะขามหวานที่มีรสชาติอร่อยเป็นเลิศจนยากที่จะหาพันธุ์ใดเทียบได้ นั่นคือมะขามหวานพันธ์ประกายทอง ครั้งหนึ่งเคยขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท ซึ่งยากที่จะหาผลไม้ไทยชนิดไหนขายได้ราคานี้ แต่ปัจจุบันคงไม่มีโอกาสขายได้ราคาเหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว เพราะชาวสวนพากันปลูกกันมากจนมีผลผลิตออกมาล้นตลาด โชคยังดีที่มะขามหวานเป็นผลไม้ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียง่าย เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องรีบขายออกไปหลังจากเก็บมาจากต้นหรือส่งไปถึงตลาดแล้ว อย่างไรก็ตามการรักษาคุณภาพของมะขามหวานยังคงเป็นเรื่องที่เกษตรกรควรให้ความสนใจอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงเงินที่จะได้รับจากมะขามหวานที่เก็บรักษาไว้ได้

สิ่งที่จะกล่าวถึงมะขามหวานต่อไปนี้ เป็นเรื่องของการเก็บรักษาคุณภาพมะขามหวานหลังการเก็บเกี่ยว โดยจะกล่าวถึงวิธีการที่เกษตรกรนิยมใช้กันเพื่อเก็บรักษามะขามหวานให้มีคุณภาพดีและเก็บได้นาน ได้แก่ การนึ่งไอน้ำหรือการอบด้วยไอร้อน การอบด้วยเตาไมโครเวฟ การอบด้วยตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ และการเก็บห้องเย็น นอกเหนือจากนี้แล้ว อยากจะนำเสนอเทคโนโลยีที่ออกจะใหม่และแตกต่างไปจากวิธีการเก็บรักษาแบบเดิม ๆ โดยสิ้นเชิงคือ วิธีการฉายรังสีอาหาร เป็นกระบวนการถนอมอาหารอย่างหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัย สามารถกำจัดจุลินทรีย์และแมลงที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารได้ อาหารที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะยังคงมีสภาพสดเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรสชาติและคุณค่าของอาหาร การฉายรังสีอาหารเป็นการนำอาหารไปรับรังสีจากต้นกำเนิดรังสีตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งของการฉายรังสี อาหารที่ผ่านการฉายรังสีแล้วจะต้องมีฉลากแสดงให้ผู้บริโภคทราบ เพื่อเปิดโอกาสให้ตัดสินใจเลือกซื้อได้ตามความสมัครใจ

  1. การนึ่งด้วยไอน้ำ (ลังถึง) วิธีการนี้เป็นที่นิยมและมีการใช้กันมากที่สุด วัสดุที่ใช้ไม่ยุ่งยากคือเตาหุงต้มอาหารที่ใช้ถ่านและลังถึงสำหรับนึ่งอาหาร วิธีการทำโดยนำมะขามหวานที่เก็บจากต้นแล้วไปผึ่งแดด 1/2 วัน นำไปบรรจุลงลังถึง ต้มน้ำให้เดือดเสียก่อนการนึ่ง ใช้เวลานึ่งนานประมาณ 5-8 นาที ขึ้นอยู่พันธุ์ของมะขามหวานที่นำมานึ่งว่าเป็นพันธุ์เปลือกหนาหรือบาง อย่างไรก็ตาม เวลาที่ใช้นึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละรายที่ทำกันมา หลังการนึ่งต้องนำมะขามหวานไปผึ่งแดดหรือลมให้เปลือกมะขามหวานแห้งสนิทดีก่อน จึงนำไปบรรจุในภาชนะสำหรับวางจำหน่ายต่อไปข้อดี ของการนึ่งด้วยไอน้ำคือ วิธีการไม่ยุ่งยาก อุปกรณ์ที่ใช้หาได้ง่าย และประหยัด เชื้อเพลิงใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วในสวนมะขามหวาน การนึ่งด้วยไอน้ำนี้สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราและทำลายแมลงบางชนิดได้ แต่ไม่อาจทำลายแมลงปีกแข็งบางชนิดได้ เนื่องจากมันอาศัยอยู่ภายในเม็ดมะขามหวานและความร้อนกระจายเข้าไปได้ไม่ทั่วถึง ข้อเสียของวิธีการนี้คือจะทำให้เปลือกของมะขามหวานที่ผ่านการนึ่งมาแล้วมีสีคล้ำ วิธีการนี้ไม่เหมาะกับมะขามหวานพันธุ์ประกายทองซึ่งมีเนื้อฟูหนา เพราะจะทำให้เนื้อของมะขามหวานเละและติดกับเปลือกไม่น่ารับประทาน
  2. การอบด้วยไอร้อน เกษตรกรจังหวัดเลยประดิษฐ์ตู้อบไอร้อนมาใช้อบมะขามหวาน โดยใช้ลมเป่าผ่านแผ่นเหล็กที่เผาไฟให้ร้อนด้วยแก๊สหุงต้มอาหาร หมุนเวียนลมร้อนให้กระจายทั่วทั้งตู้และควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส ใช้เวลาอบนาน 50 นาที อบมะขามหวานได้ครั้งละประมาณ 100 กิโลกรัมฒ(1) ต่อมากองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้มาออกแบบปรับปรุงให้ความร้อนกระจายได้ดียิ่งขึ้นและควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำมากขึ้น(2) ตู้อบไอร้อนแบบใหม่นี้ใช้อบมะขามหวานได้ครั้งละ 300 กิโลกรัม ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมงข้อดี ของการอบด้วยไอร้อนคือ ควบคุมการเจริญของราและกำจัดแมลงที่ติดมาในมะขามหวานได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถทำลายแมลงให้หมดสิ้นได้ โดยยังคงพบแมลงที่มีชีวิตอยู่ภายในภาชนะบรรจุมะขามหวานที่ผ่านการอบไอร้อนมาแล้ว
  3. การอบด้วยตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นตู้อบที่อาศัยแสงอาทิตย์เป็นตัวให้ความร้อน เกษตรกรสามารถทำตู้ชนิดนี้ขึ้นใช้เอง โดยใช้เหล็กฉากทำเป็นโครงรูปสี่เหลี่ยมขนาด 48×96x20ลูกบาศก์นิ้ว (กว้างxยาวxสูง) บุด้านล่างและด้านข้างของตู้ด้วยกระดาษอัดชานอ้อย ด้านในทาสีดำช่วยดูดซับความร้อน ด้านบนปิดด้วยพลาสติกใสอย่างหนา พื้นด้านล่างวางตะแกรงและยกให้สูงจากพื้นของตู้ประมาณ 1-2 นิ้ว เจาะรูเล็ก ๆ ของกระดาษอัดชานอ้อยที่บุด้านข้างใกล้ขอบบนสุดและขอบล่าง เพื่อให้อากาศหมุนเวียนพาเอาความชื้นออกไปได้ นำมะขามหวานใส่ตู้โดยวางเรียงบนตะแกรงกระจายให้ทั่วทั้งตู้ ปล่อยให้ผึ่งแดดประมาณ 1/2 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของมะขามหวาน นำออกมาวางผึ่งลมให้เปลือกแห้งสนิทดีก่อน แล้วจึงนำไปบรรจุภาชนะวางจำหน่ายข้อดี ของการใช้วิธีการอบด้วยตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย เสียแต่ค่าสร้างตู้อบครั้งแรกเท่านั้น ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากเชื้อราอย่างได้ผลและลดความเสียหายจากแมลงได้บางส่วน วิธีนี้นิยมใช้กันในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะขามหวานพันธุ์ประกายทองอำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์
  4. การอบด้วยตู้ไมโครเวฟ เป็นวิธีการนำเอาตู้อบอาหารสมัยใหม่มาใช้อบมะขามหวาน การอบทำได้ง่ายและสะดวก เกษตรกรต้องลงทุนซื้อตู้อบไมโครเวฟซึ่งมีราคาสูงพอสมควร มะขามหวานที่นำออกจากตู้อบไมโครเวฟใหม่ ๆ ต้องปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นก่อน จึงจะนำไปบรรจุกล่องวางจำหน่ายได้การอบมะขามหวานด้วยตู้อบไมโครเวฟช่วยกำจัดแมลงได้บางส่วน และควบคุมการเจริญของเชื้อราได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ไม่อาจทำลายแมลงที่ติดมาในฝักมะขามหวานได้หมดสิ้น ดังนั้น จึงยังคงพบแมลงมีชีวิตในมะขามหวานที่ผ่านการอบด้วยตู้ไมโครเวฟแล้ว
  5. การเก็บห้องเย็น เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ใช้เก็บรักษามะขามหวานไว้จำหน่ายนอกฤดูกาลอย่างได้ผล และได้รับความนิยมสูง เหมาะสำหรับเก็บมะขามหวานคราวละมาก ๆข้อดี ของการเก็บรักษามะขามหวานวิธีนี้คือ สามารถรักษาสีของเนื้อมะขามหวานไว้ได้ สีไม่คล้ำหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แม้จะเก็บรักษาไว้เป็นเวลานาน ๆ ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การเก็บรักษาด้วยวิธีนี้จะเสียค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยขึ้นอยู่ระยะเวลาที่เก็บ

การฉายรังสีมะขามหวาน

การฉายรังสีมะขามหวาน เป็นการนำมะขามหวานไปรับรังสี ซึ่งได้จากสารต้นกำเนิดรังสี เช่น โคบอลต์-60 หรือซีเซียม-137 รังสีที่ใช้คือ รังสีแกมมาเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง มีความยาวคลื่นสั้น และมีอำนาจทะลุทะลวงผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้สูง สามารถใช้ทำลายแมลงและเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารได้ รังสีแกมมาจะไม่ก่อให้เกิดสารรังสีขึ้นในอาหาร และอาหารที่ผ่านการฉายรังสี จะยังคงมีสภาพสดเหมือนเดิม สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัย การใช้วิธีการฉายรังสี เพื่อลดการสูญเสียของมะขามหวาน ระหว่างการเก็บรักษามาตั้งแต่ปี พ. ศ. 2536 การศึกษาพบว่า ถ้านำมะขามหวานมาลดความชื้นลง ด้วยการผึ่งแดดหรืออบไอร้อน แล้วบรรจุในกล่องพลาสติกที่ปิดสนิท และป้องกันแมลงได้ นำไปฉายรังสีปริมาณ 1 กิโลเกรย์ จะสามารถควบคุมการเจริญของเชื้อรา และทำลายแมลงที่ติดมาได้หมดสิ้น มะขามหวานที่ผ่านการฉายรังสีแล้ว สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานกว่า 8 เดือน โดยยังมีรสชาติเป็นที่ยอมรับของผู้ชิม(3)

การศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า มีมะขามหวาน 2 สายพันธุ์ที่เมื่อนำไปฉายรังสีแล้วอาจทำให้สีของเนื้อมะขามหวานเปลี่ยนแปลงไปบ้างคือ พันธุ์บ้านพระโรจน์และพันธุ์อินทผลัม โดยสีของเนื้อมะขามหวานทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มีแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่น ๆ

ความปลอดภัยของอาหารฉายรังสี

วิธีการฉายรังสีอาหาร ได้รับการรับรองมาเป็นเวลานานแล้วว่า มีความปลอดภัยต่อการบริโภค ทั้งจากองค์กรระหว่างประเทศ และในประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ คณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญร่วม ด้านอาหารฉายรังสี จากองค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ประกาศรับรองเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ที่ผ่านการฉายรังสีปริมาณไม่เกิน 10 กิโลเกรย์ เมื่อปี พ.ศ. 2523(4) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ประกาศรับรองความปลอดภัยของอาหารฉายรังสี และอนุญาตให้จำหน่ายแก่ประชาชนได้ ในปี พ.ศ. 2529(5) สำหรับประเทศไทย การฉายรังสีอาหาร มีกฎหมายรองรับและควบคุม วิธีการปฏิบัติอยู่คือ ประกาศกระทรวง สาธารณสุขฉบับที่ 103 (พ.ศ. 2529)(6)

การยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อมะขามหวานฉายรังสี

จากการทดลองวางจำหน่าย มะขามหวานฉายรังสี ตามศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ และบางจังหวัดของภาคอีสาน พบว่า มะขามหวานฉายรังสี จำหน่ายได้ในราคาค่อนข้างสูง เมื่อเปรียบเทียบกับมะขามหวานที่ไม่ได้ฉายรังสี มะขามหวานฉายรังสี พันธุ์สีทอง ส่งจำหน่ายให้กับศูนย์การค้าราคา 120 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนพันธุ์ประกายทอง จำหน่ายส่งในราคา 180 บาท ต่อกิโลกรัม

จากใบสอบถามที่ได้รับตอบกลับมาพบว่า ผู้บริโภคส่วนมาก (97.9% ของผู้ตอบ) มีความพอใจคุณภาพของมะขามหวานในเรื่องปลอดจากเชื้อราและแมลง(7) และ 74.5% แจ้งว่าจะซื้อมะขามหวานฉายรังสีอีก

ข้อแนะนำการปฏิบัติก่อนการนำมะขามหวานไปรับการฉายรังสี

การนำมะขามหวานไปรับการฉายรังสี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การไปยื่นคำขอมีใบอนุญาต การใช้ฉลากมะขามหวานฉายรังสี จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว จึงจะนำมะขามหวานไปรับการฉายรังสีได้ มะขามหวานที่นำไปฉายรังสี ควรได้รับการดูแลและเอาใจใส่ ตั้งแต่ยังอยู่บนต้นจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวดังนี้

  1. มะขามหวานควรได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ในสวน มีการพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมเชื้อราและกำจัดแมลงเป็นระยะ ๆ จนถึงเวลาเก็บเกี่ยว
  2. เก็บมะขามหวานด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ฝักแตก นำไปผึ่งแดดอย่างน้อย 1 วัน หรือนำไปอบด้วยไอร้อนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อลดความชื้นภายในฝักลง นำไปเก็บในที่แห้งซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้ดี
  3. ตัดก้านที่ขั้วของมะขามหวานให้สั้น คัดเลือกเอาแต่ฝักที่ดี ไม่แตก และไม่มีร่องรอยการเข้าทำลายของแมลง คัดขนาดและจัดเรียงบรรจุในภาชนะที่ป้องกันไม่ให้แมลงเข้าไปได้อีก เช่น กล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด
  4. ส่งมะขามหวานไปรับการฉายรังสีให้เร็วที่สุดเท่าที่โอกาสจะอำนวยให้
  5. ค่าบริการฉายรังสีมะขามหวานเท่ากับ 3.18 บาท ต่อกิโลกรั

สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับการฉายรังสี

ผู้ที่มีความประสงค์จะนำมะขามหวานมารับบริการฉายรังสี สามารถติดต่อสอบถามได้ที่
ศูนย์ฉายรังสีอาหารและผลิตผลการเกษตร
ต. คลองห้า อ. คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120
โทรศัพท์ (02) 5774167, 5774168
โทรสาร (02) 5771945

มูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากเทคโนโลยีการฉายรังสีมะขามหวาน

การฉายรังสีมะขามหวานอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณกิโลกรัมละ 25 บาท ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้

- ค่ากล่องพลาสติกพีวีซี (ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม) กล่องละ  14 บาท
- ค่าฉลากมะขามหวานฉายรังสีแผ่นละ 2 บาท
- ค่าขนส่งไปฉายรังสีและส่งไปจำหน่ายในที่ต่าง ๆ กิโลกรัมละ  5 บาท
- ค่าบริการฉายรังสีและรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กิโลกรัมละ  4 บาท
รวม 25 บาท

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้เมื่อรวมกับค่ามะขามหวานพันธุ์ประกายทอง (100 บาท/กิโลกรัม) ทำให้มะขามหวานฉายรังสีมีต้นทุนเพิ่มเป็น 125 บาทต่อกิโลกรัม แต่มะขามหวานฉายรังสีพันธุ์ประกายทองขายส่งได้ราคากิโลกรัมละ 180 บาท ดังนั้น การนำมะขามหวานมาฉายรังสีจะช่วยให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก 55 บาทต่อกิโลกรัม

ทำนองเดียวกัน หากนำเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ไปใช้กับมะขามหวานพันธุ์สีทอง ซึ่งมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 60 บาท จะทำให้ต้นทุนของมะขามหวานเพิ่มขึ้นเป็น 85 บาทต่อกิโลกรัม แต่มะขามหวานฉายรังสีพันธุ์สีทองขายส่งได้ราคากิโลกรัมละ 120 บาท ดังนั้น เทคโนโลยีการฉายรังสีจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมะขามหวานพันธุ์สีทองได้อีก 35 บาทต่อกิโลกรัม

สรุป

วิธีการฉายรังสี อาจเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ ในความรู้สึกของคนไทย แต่จากการทดลองวางตลาดมะขามหวานฉายรังสี ในศูนย์การค้าต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปี พบว่า มะขามหวานฉายรังสีได้รับความนิยมค่อนข้างสูง จากใบสอบถามความคิดเห็น ที่ได้รับตอบกลับมา ของผู้ที่ซื้อมะขามหวานฉายรังสีไปบริโภคแล้ว พบว่า ประชาชนให้การยอมรับ และส่วนใหญ่มีความพอใจคุณภาพ ในเรื่องการกำจัดแมลง และควบคุมเชื้อรา ที่อาจติดมาในมะขามหวาน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มีความยินดีที่จะส่งนักวิชาการ ออกไปเผยแพร่และถ่ายทอดเทคโนโลยี วิธีการฉายรังสีมะขามหวาน ให้กับเกษตรกรในท้องที่ต่าง ๆ ปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้ปลูกมะขามหวาน ได้ส่งผลผลิตมะขามหวานมา รับการฉายรังสีแล้ว 2 รายคือ เกษตรกรจากจังหวัดเลย และแพร่
เอกสารอ้างอิง

  1. นายวราพงศ์ จิระวงศ์ประภา ประธานชมรมไม้ผลเมืองเลย ผู้ประดิษฐ์ตู้อบไอร้อนสำหรับใช้อบมะขามหวาน บริษัทราชาเกษตร จำกัด 12/1-5 ถนนร่วมใจ อ.เมือง จ.เลย
  2. ศิวลักษณ์ ปฐวีรัตน์ และ ชูศักดิ์ ชวประดิษฐ์ ออกแบบและทดสอบเครื่องอบแห้งมะขามหวาน การประชุมวิชาการไม้ผลแห่งชาติครั้งที่ 1 2-5 ส.ค. 2537 จ. ระยอง
  3. ยุทธพงศ์ ประชาสิทธิศักดิ์ และวชิรา พริ้งศุลกะ (2537) การใช้วิธีการฉายรังสีแกมมาลดการสูญเสียของมะขามหวานระหว่างการเก็บรักษา การประชุมวิชาการไม้ผลแห่งชาติ ครั้งที่ 1. 2-5 ส.ค. 2537 จ. ระยอง หน้า 296-313
  4. JECFI, (1981) Wholesomeness of irradiated food. Report of a Joint FAO /IAEA /WHO Expert Committee. Techn. Rep. Ser. No. 659 World Health Organization, Geneva.
  5. Washington, D.C., Food and Drug Administration, Department of Health and Human Services. Federal Register, Irradiation in the Production, Processing and Handling of Food. Final rule April 18, 1986.
  6. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 103 (พ.ศ. 2529) เรื่อง”กำหนดกรรมวิธีการผลิตอาหารซึ่งมีการใช้กรรมวิธีการฉายรังสี”
  7. ยุทธพงศ์ ประชาสิทธิศักดิ์ และวชิรา พริ้งศุลกะ (2542) วิธีการฉายรังสีมะขามหวาน : เทคโนโลยีเพื่อการปรับปรุงคุณภาพมะขามหวานและการยอมรับมะขามหวานฉายรังสีของผู้บริโภค การประชุมวิชาการเทคนิคของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ครั้งที่ 15 2-3 ธ.ค. 2542 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน หน้า 85-95

อ่านรายละเอียดบทความนี้    Comments Off  
 


 หน้าที่ 1 จาก 1 

 1 


 

;