มะขาม.com - Tamarind Blog

28
ก.พ.

1. การอยู่ไฟ  สมัยก่อนขณะที่ภรรยาครรภ์แก่ใกล้จะคลอด สามีต้องไปหาฝืนมาเตรียมไว้ให้ภรรยาสำหรับอยู่ไฟหลังคลอด  ห้ามคนอื่นตัดฟืนแทน  ฟืนที่ใช้ในการอยู่ไฟมักใช้ไม้สะแกหรือไม้มะขาม  เพราะเป็นไม้หาง่ายและเมื่อไหม้เป็นถ่านแล้วจะมีขี้เถ้าน้อย  นอกจากนี้ควรจะมีไม้ทองหลางด้วย  เพราะเชื่อว่ากันปวดมดลูกและแก้พิษเลือด  แต่ถ้าเป็นท้องสาวให้ใช้ฟืนไม้เบญจพรรณ  จะได้คุ้นกับการอยู่ไฟด้วยไม้ต่าง ๆ  ได้ดีเมื่อคลอดลูกคนหลัง ๆ เมื่อมารดาคลอดบุตรแล้วต้องรับประทานส้มมะขามเปียกกับเกลือก่อนนอนไฟ  แล้วอยู่ไฟด้วยเตาเชิงกรานนานถึง 15 - 30 วัน   

 
โดยมีหมอผู้ประกอบพิธีทำน้ำมนต์ประพรมเตาไฟ  เสกข้าวกับเกลือพ่นหลังพ่นท้องผู้ที่จะอยู่ไฟ และพ่นเตาไฟด้วย  พิธีนี้เรียกว่า  ดับพิษไฟ  นอกจากนี้ในพิธีจะต้องประกอบด้วยธูปเทียน ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู และกระทงเล็ก ๆ  ใส่กุ้งพล่าปลายำวาง  4 มุมของเตาไฟ แล้วมารดาต้องกราบไหว้เตาไฟเพื่อระลึกถึงคุณพระเพลิง พระพาย  พระธรณี  และพระคงคา  จากนั้นหมอจะเสกขมิ้นกับปูนทาหลังทาท้อง  แล้วมารดาจึงจะขึ้นไปอยู่ไฟบนกระดาน  และรับประทานยาแก้โลหิตเช้าเย็นจนกว่าจะออกไฟ

2.  การฝังรก  ในสมัยโบราณเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว  หมอตำแยจะตัดรกล้างให้สะอาด  แล้วใส่หม้อตาลใส่เกลือทับรกไว้  เพราะเชื่อกันว่าจะป้องกันไม่ให้ทารกเจ็บป่วยหรือพุพองได้  จากนั้นจึงนำหม้อตาลวางไว้ริมเตาไฟที่มารดาใช้อยู่ไฟ เชื่อกันว่าจะทำให้สายสะดือทารกแห้งเร็ว  เมื่อครบ 3 วัน บิดาจะนำหม้อรกไปฝังซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ทำพิธีตั้งชื่อเด็ก  ในการฝังรกต้องกำหนดที่ฝั่งโดยดูว่าเด็กเกิดวันใด จะต้องฝังรกไว้ที่ใด เพราะถือว่าจะเกิดสิริมงคลแก่เด็ก หลังจากบิดาฝังรกเสร็จแล้วขากลับบ้านจะต้องเก็บพืชไร่  พืชผลติดมือมาด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อเด็กโตจะได้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน เป็นคนขยัน และรู้จักทำมาหากิน

 

3.  การตั้งชื่อทำขวัญ  เมื่อบุตรนอนอยู่ในกระด้งครบ 3 วัน  บิดามารดาก็จะมีพิธีบายศรีปากชามทำขวัญ และยกบุตรจากกระด้งเพื่อเอาลงนอนเปล  ซึ่งภายในเปลจะมีถุงใส่ข้าวตอก ข้าวเปลือก ถั่วเขียว งา และเมล็ดฝ้ายอย่างละหนึ่งกำมือ มีหินบดสำหรับแม่และลูก และมีฟักเขียวหนึ่งลูก  จากนั้นจึงอาบน้ำทาแป้งเด็กให้ขาวแล้วเอานอนเปล  ถ้าเป็นเด็กชายจะใส่สมุดดินสอลงไป  แต่ถ้าเป็นหญิงก็จะใส่เข็มใส่ด้าย  จากนั้นจึงทำพิธีเวียนเทียนจนครบ  3 รอบ  แล้วเอาสายสิญจน์ปัดเคราะห์โศก โรคภัย  ออกไปทางปลายมือข้างละ  3 ที  แล้วจึงนำสายสิญจน์ใหม่ผูกข้อมือเด็ก  เอากระแจจันทน์เจิมที่หน้าผากแล้วอวยพรหลั่งน้ำมนต์ลงในเปล  เอาใบมะตูมวางลงในเปลแล้วเจิมที่หัวนอน  นำถุงต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ลงเปลทั้งสองข้าง  เอาหินบดวางไว้ข้างหนึ่ง เอาฟักวางไว้อีกข้างหนึ่ง จากนั้นนำแมวที่ตกแต่งสวยงามวางลงในเปล สิ่งของที่วางในเปลล้วนมีความหมายทั้งสิ้น  เช่น  ต้องการให้เด็กเจริญงอกงามเหมือนถั่ว ให้เนื้อเย็นเหมือนฟัก ให้หนักเหมือนหิน และให้รู้อยู่รู้กินเหมือนแมว  เป็นต้น  พิธีนำเด็กลงเปลนี้มักนิยมทำพร้อมกับการตั้งชื่อ  โดยดูจากวันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟาก  แล้วนำมาผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อจะตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลต่อไป


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
ก.พ.

ราศีมังกร (16 ม.ค.-15 ก.พ.)
ชาวราศีมังกรเป็นธาตุดิน ไม้มงคลที่ชาวราศีมังกรควรปลูกคือ แก้ว วาสนา โป๊ยเซียน และกุหลาบ เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ทำให้เกิดโชคลาภ วาสนา ให้กับตนเอง และเพื่อเสริมความมั่นคง แก่ลูกหลาน นอกจากนี้แล้วยังมีไม้มงคลเพื่อเสริมดวงชะตาให้กับผู้ที่เกิดราศีมังกร คือ ไผ่ ซึ่งแสดงถึงความอดทนความเป็นนักสู้ ราชพฤกษ์ดอกสีเหลืองของราชพฤกษ์ เปรียบได้กับความรุ่งเรือง ดั่งทอง และต้นจำปี

ไม้เหล่านี้จะให้ความร่มเย็น และต้นไม้เหล่านี้ห้ามปลูกตรงทางเข้าประตูรั้วด้านหน้า เพราะถือว่า เป็นการทำให้ปากมังกรอับจน ควรจะปลูกด้านข้าง หรือ ด้านหลัง หรือบริเวณรอบ ๆ

ราศีกุมภ์ (16 ก.พ.-15 มี.ค.)
ไม้มงคลของชาวราศีกุมภ์ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟผสมกับธาตุทอง ซึ่งบ่งบอกพลังที่ฟุ้งและสร้างสรรค์ มั่นคงประดุจดั่งทองคำ ซึ่งต้นไม้ที่ควรปลูกได้แก่ ต้นเข็ม เฟื้องฟ้า หรือบอนไซ ไว้บริเวณสวนหน้าบ้าน โรงงาน หรือร้านค้าของตน เพื่อเป็นศิริมงคล ให้เกิดความมั่นคั่ง รุ่งเรือง และมีชีวิตที่ยืนยาว เข็ม เพื่อเสริมพลังความฉลาดเฉียบแหลม ของผู้เกิดราศีกุมภ์ เฟื่องฟ้า เป็นพรรณไม้ที่สามารถสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น

และเมื่อดอกเฟื้องฟ้าบาน เชื่อว่าจะแสดงถึงชีวิตที่สดใสเบิกบาน สว่าง รุ่งเรือง และความก้าวไกลแห่งชีวิต บอนไซ แสดงถึงความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทนอยู่ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ สมกับเป็นพรรณไม้ของชาวราศีกุมภ์

ราศีมีน (16 มี.ค.-15 เม.ย.)
ชาวราศีมีนเป็นคนธาตุน้ำ ไม้มงคลที่ช่วยเสริมโฉลก เสริมความร่ำรวย คือ ต้นเฟื่องฟ้า ต้นกล้วยไม้ ต้นวาสนา ไม้ที่ช่วยเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง และให้โชคลาภกับผู้เกิดราศีมีน คือ กล้วยไม้ คนโบราณเชื่อว่า กล้วยไม้ จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม เหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน เฟื่องฟ้าแสดงถึงชีวิตที่รุ่งเรือง สดใสเบิกบาน ต้นวาสนา

ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าสามารถปลูกได้สวยงามและออกดอก เชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภ ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้ดังหวัง ส่วนไม้ที่ให้พลังอำนาจแก่ชาวราศีมีน เช่น โมก กล้วย มะม่วง จะช่วยเสริมบารมีคุ้มครองบริวาร และลูกหลานเช่นกัน

ราศีเมษ (16 เม.ษ.-15 พ.ค.)
ชาวราศีเมษเป็นคนธาตุไฟ ไม้มงคลของชาวราศีเมษ คือ ต้นมะยม เพื่อให้คนนิยมชมชอบ ต้นมะขาม เพื่อให้ผู้คนเกรงขาม และต้นเฟื่องฟ้า เพื่อความร่ำรวย มะยม และ มะขาม ต้นไม้ทั้งสองนี้ จะเป็นพลังช่วยหนุนให้ชาวราศีเมษประสบความสำเร็จในชีวิต

และในหน้าที่การงาน มะยม ปลูกแล้วจะทำให้มีคนนิยมชมชอบ มีเมตตามหานิยม สำหรับมะขามจะทำให้มีแต่ผู้คนเกรงขาม ให้ความนับถือ นอกจากนี้ยังมีต้นเฟื้องฟ้าที่จะทำให้ ชาวราศีเมษมีชีวิตที่รุ่งเรือง สว่างไสว และสดใสเบิกบาน

ราศีพฤษภ (16 พ.ค.-15 มิ.ย.)
ชาวราศีพฤษภเป็นคนธาตุดิน ไม้มงคลที่ปลูกเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ต้องเป็นไม้จำพวกธาตุทอง คือ ต้นโมก ต้นแก้ว และต้นส้มโอ ดอกสีขาวของโมกจะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์สดใส และโบราณยังเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภายนอก และควรปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านและควรปลูกในวันเสาร์ แก้ว จะทำให้มีโชคมีลาภ คนในบ้านจะมีความดี มีคุณค่าสูง ควรปลูกทางทิศ ตะวันออกและควรปลูกในวันพุธ ส้มโอ เป็นต้นไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์

ราศีเมถุน (16 มิ.ย.-15 ก.ค.)
ชาวราศีเมถุน เป็นคนธาตุดิน ไม้มงคลจะต้องเป็นไม้มงคลของธาตุไฟ ซึ่งได้แก่ ต้นกุหลาบ ต้นโป๊ยเซียน ต้นโมก ต้นทับทิม และต้นเข็ม โมกจะทำให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์ และความสดใส เข็ม ควรปลูกเป็นร่องตรงประตูบ้าน หรือสองฝากทางเข้าบ้านจะทำให้ชะตารุ่งเรือง อุปสรรคและปัญหา ไม่กล้ำกลาย ทับทิม

เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของชีวิต โป๊ยเซียน ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าปลูกออกดอกได้มากกว่า 8 ดอก ผู้ปลูกและคนในบ้านจะมีโชคลาภ และยังเชื่อว่าโป๊ยเซียนช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข กุหลาบ หากปลูกไว้ประจำบ้าน จะเกิดความสง่าภาคภูมิ จะทำให้คนในบ้านมีคุณค่าแห่งชีวิตที่สูง

ราศีกรกฎ (16 ก.ค.-15 ส.ค.)
ชาวราศีกรกฎเป็นธาตุน้ำ ไม้มงคล คือ ต้นชมพู่ ต้นวาสนา ให้วาสนาสูงส่ง ต้นพลูด่าง เฟื่องฟ้า และกล้วยไม้ กล้วยไม้ เป็นไม้ดอกที่ให้โชคลาภและเหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน เช่นชาวราศีกรกฎ กล้วยไม้จะออกดอกต้องได้รับการดูแลด้วยความหมั่นเพียร ดอกที่สวยงาม จะทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และเชื่อว่าจะ ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม ชมพู่ ช่วยให้อุดมทรัพย์ มั่งมีเงินทอง วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง พลูด่าง นำพามาซึ่งความร่มเย็น เป็นสุข เฟื่องฟ้าจะช่วยเสริมให้ชีวิตสดใสเบิกบาน

ราศีสิงห์ (16 ส.ค.-15 ก.ย.)
ชาวราศีสิงห์เป็นคนธาตุไฟ ไม้มงคลควรเป็นต้นไม้ที่เกิดความร่มรื่น คือ กล้วยไม้ ต้นกล้วย ต้นปาล์ม ต้นหมากแดง ต้นไทร ต้นโมก และ ขนุน ซึ่งนับได้ว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย ตามโบราณเชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง มีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ จำปี

ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใสการงานก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร มีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหาใดๆ โป๊ยเซียน เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง เป็นไม้เสี่ยงทาย เชื่อว่าถ้าออกดอก 8 ดอกแล้วจะทำให้มีโชคลาภ กล้วยไม้ ดอกสวยของกล้วยไม้ย่อมเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น จึงถือเคล็ดที่ว่าการปลูกกล้วยไม้จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป

ราศีกันย์ (16 ก.ย.–15 ต.ค.)
มีพลังแข็งแรงในตนเองแม้จะพบกับอุปสรรคล้มลุกคลุกคลานหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็สามารถยืนหยัดขึ้นได้ด้วยตนเองคือจุดเด่นของชาวราศีกันย์ นอกจากนี้อุปนิสัยของชาวราศีกันย์เป็นคนเจ้าระเบียบ มีความจำดี และช่างสังเกต

ต้นไม้ที่เป็นมงคลกับชาวราศีกันย์คือ สนฉัตร ทำให้มีเกียรติและความสง่า ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป ควรปลูกทางทิศเหนือและปลูกในวันเสาร์เพื่อเป็นสิริมงคล ราชพฤกษ์ ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและบารมี เฟื่องฟ้าทำให้เกิดความสดใส เบิกบาน มีชีวิตที่เฟื่องฟู โป๊ยเซียนจะนำมาซึ่งโชคลาภ ขนุน เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย การปลูกต้นขนุนบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือ ขนุนจึงเหมาะกับผู้ที่เกิดราศีกันย์ มะยม ปลูกแล้วผู้คนจะได้นิยมชมชอบนับหน้าถือตา

ราศีตุลย์ (16 ต.ค.-15 พ.ย.)
ชาวราศีตุลย์เป็นธาตุลม ไม้มงคล คือ ต้นโกสน หมากแดง ปาล์ม จำปี จำปา พลูด่างและเฟิร์นข้าหลวง หมากแดง ปาล์ม พลูด่าง โกสน ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีบุญบารมี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข จำปี ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใสการงานก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร มีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหาใดๆ จำปา ดอกไม้ที่ใช้แสดงถึงความรักมาแต่โบราณ การปลูกจำปาก็เพื่อแสดงถึงความรักต่อผู้อื่นและเพื่อให้มีแต่คนรัก เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก

ราศีพิจิก (16 พ.ย.-15 ธ.ค.)
ชาวราศีพิจิกเป็นคนธาตุน้ำ ไม้มงคลต้องเป็นไม้ประเภทธาตุทอง ได้แก่ พวงแสด เฟื่องฟ้า ว่านสี่ทิศ ปาล์ม เบญจมาศ ขนุน และว่านสี่ทิศ พวงแสด ปาล์ม เฟื่องฟ้า แสดงถึงชีวิตที่สว่างไสวรุ่งเรือง สดใสเบิกบาน เบญจมาศ ช่วยให้รุ่งเรืองมั่นคง ขนุน ช่วยให้เกิดความรุ่งเรืองมั่นคง เป็นไม้มงคลแต่โบราณ เชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะช่วยหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ ว่านสี่ทิศ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ต่างถิ่น ในทิศใดก็จะแคล้วคลาด ปลอดภัย และมีแต่ผู้ให้ความช่วยเหลือ

ราศีธนู (16 ธ.ค.-15 ม.ค.)
ชาวราศีธนูเป็นคนธาตุไฟ ไม้มงคล คือ อ่างบัว บ้านใดปลูกบัว จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ เบิกบาน ทำให้คนในครอบครัวมีความห่วงใยผูกพันกัน เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก แก้ว ช่วยกระจายอุปสรรคปัญหาออกไปจากชีวิต นอกจากนี้ยังมี พลูด่าง และ โป๊ยเซียน จะช่วยเสริมโชคลาภแก่ชาวราศีธนูอีกด้วยจะช่วยให้ชีวิตช่วงที่ตกต่ำกลับดีขึ้นมาก พลูด่าง โป๊ยเซียน ต้นลั่นทม ต้นแก้ว และเฟิร์นข้าหลวง


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
13
ก.พ.

มะขามไม้มงคล
มงคล
ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น มะขามนี้ นอกจากจะให้ฝักเป็นของว่างรับประทาน ได้แสนอร่อยในหลากหลายรสชาติแล้ว มะขาม ยังเป็นไม้มงคล ที่คนไทยเรานิยมปลูกไว้หน้าบ้านมาช้านานแล้ว เชื่อกันว่า ปลูกมะขามไว้หน้าบ้าน แล้วจะเป็นมงคล ใครๆ จะพากันเกรงขาม ครั่นคร้าม ไม่กล้ามาเกะกะระราน หรือคิดร้ายใดๆ ผู้คนจะนิยมยกย่อง และคนในบ้าน ก็จะมีความปลอดภัยตลอดไปอีกด้วย

การถือเคล็ดปฏิบัติ
การปลูกมะขามนั้น คนโบราณเชื่อกันว่า ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของตัวบ้าน แต่ถ้าหน้าบ้านหันเข้าหาทิศอื่น คุณก็สามารถปลูกมะขามไว้ด้านหน้าบ้านก็ได้ ถือว่าเป็นมงคลเช่นกัน เพียงแต่ตามตำราความเชื่อนั้น นิยมแนะให้ปลูกทางทิศตะวันตก แม้ว่าทิศนั้นจะอยู่ด้านข้าง หรือด้านหลังของบ้านก็ตามที
ควรให้ผู้ที่มีอาวุโสที่สุดในบ้าน เป็นผู้ลงมือปลูก และวันอันเป็นมงคล สำหรับการปลูกมะขาม คือ วันเสาร์และวันอาทิตย์


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
11
ก.พ.

ไม้มะขามโปร่งฟ้า เป็นไม้มะขามยืนต้นตายพราย ถือเป็นสิ่งสักสิทธิ์ ต้นมะขามโดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าลำต้น กิ่งก้านจะต้องไม่มีแก่นในตรงกลาง แต่หากว่าในต้นมะขามหนึ่งล้านต้น หรือมากกว่านั้นอาจจะมีสักต้นหนึ่งที่ลำต้น และกิ่งก้านมีแก่นใน ซึ่งเขาเรียกกันว่า “แก่นมะขาม” บูรพาจารย์ท่านจัดให้อยู่ในจำพวกของทนสิทธิ์ชนิดหนึ่ง เป็นของดีวิเศษในตัวเองที่หาได้ยากยิ่ง หากต้นมะขามต้นใดที่มีแก่นกลายเป็นหินยิ่งวิเศษสุดยอดขึ้นไปอีก เพราะนั่นก็คือคด “คดแก่นมะขาม” พลังอานุภาพจะแรงกล้าขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะถ้าต้น มะขามต้นนั้นเกิดถูกฟ้าผ่า แล้วยืนต้นตายพราย ถือว่าถูกต้องตรงตามตำรา สุดยอดมากเลยทีเดียว ผู้ใดได้ครอบครองจัดว่าเป็นผู้ที่มีวาสนาดี


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
10
ก.พ.

ชื่อของมะขามในภาษาไทยมีความหมายไปในทางดี กล่าวคือ คำว่า “ขาม” หมายถึง ความคร้ามเกรง หรือ “เกรงขาม” ชาวไทยในอดีตจึงนิยมปลูกต้นมะขามในบริเวณบ้าน เพื่อให้ศัตรูเกิดความเกรงขาม ไม่กล้าเข้ามาทำอันตราย (รวมทั้งป้องกันโจรผู้ร้ายด้วย) ดังบทกลอนในตำราปลูกต้นไม้ในบ้านกล่าวไว้ว่า “มะขามคุ้มไพรี ให้ปลูกไว้ปัจฉิมา” หมายความว่า มะขามคุ้มครองเจ้าของบ้านจากศัตรูได้ ให้ปลูกไว้ทางทิศตะวันตกของตัวบ้าน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 


 หน้าที่ 1 จาก 1 

 1 


 

;