มะขาม.com - Tamarind Blog

6
มี.ค.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind

ระวังภัยร้ายจากรองเท้าส้น   

        ในปัจจุบันรองเท้าส้นสูงกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่สำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ และดิฉันคิดว่าเทรนด์รองเท้าส้นสูงกำลังมาแรงแซงทางโค้งสาวๆ จำนวนมากได้เข้าใจผิดว่ายิ่งใส่สูงยิ่งทำให้ตัวเองสวยยิ่งขึ้น และทำให้ตังเองดูสง่า การที่ผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูงนานๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ จากการใส่รองเท้าส้นสูง และถ้าผู้หญิงเราใส่รองเท้าทุกวันอาจจะทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ และส่วนมากผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้เวลายืนนานๆและการเดินที่นานๆ เช่น อาจารย์ พนักงานต้อนรับ  และบางส่วนก็เป็นนักศึกษา เนื้อหา   
        สาวๆที่นิยมใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ และต้องยืนเป็นเวลานานควรระวังปัญหาด้านสุขภาพที่อาจตามมาไม่รู้จบ นอกจากนี้ อาการเส้นเลือดขอดยังเป็นภัยเงียบ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาลิ่มเลือดหลุดไปที่หัวใจ
คุณหมอ อธิบายว่า “เส้นเลือดขอด”เป็นความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดดำ ทำให้ผนังเส้นเลือดดำหย่อนตัว เกิดได้กับเส้นเลือดดำที่อยู่ตื้น ขนาด 4-5 มิลลิเมตร บริเวณปลายเท้าและขาหนีบ รวมถึงเส้น เลือดดำขนาด 10-15 มิลลิเมตร ที่อยู่ลึกจนมองไม่เห็น ซึ่งหน้าที่หลัก ของเส้นเลือดดำคือ รับเลือดจากเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ ส่งกลับเข้าสู่หัวใจ หากเกิดความผิดปกติกับเส้นเลือดดำ ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายจะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และส่งผลต่อโรคหัวใจ โดยตรง สำหรับความผิดปกติของเส้น เลือดดำบริเวณขา มักมีสาเหตุมาจากการ ยืนต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ยิ่งสาวๆที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูง และต้อง ยืนเป็นเวลานานๆด้วยแล้ว ทำให้ขาต้องรับ บทหนัก และเกิดการกดทับ น่าเสียดายที่คนไข้ส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ เนื่องจากกังวลในเรื่องความสวยงาม แทนที่จะรักษาเส้นเลือดขอด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดหัวใจ

บทสรุป 
        สำหรับความผิดปกติของการใส่รองเท่าส้นสูง สาเหตุจากการที่ผู้หญิงยืนนานๆ ก็อาจจากการทำงาน หรือ ซื้อของ จึงทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเลือดขอด เท้าเสื่อม เล็บขบ ดิฉันอยากให้สาวๆทุกคนช่วยกันดูแลเท้าของเรา

วิธีแก้ไข หรือบรรเทา
        เราสามารถช่วยผ่อนคลายเท้าได้คือ การแช่น้ำอุ่น ประมาณ  15-20 นาที ใช้น้ำมะขามขัดเท้าเพื่อผ่อนคลายเท้ากล้ามเนื้อเท้าที่ตึงเป็นเวลานานและถ้าคนที่ใส่รองเท้าสูงนานและไม่ปฏิบัติการผ่อนคล้ายเท่านี้ อาจจะส่งผลต่อระบบหัวใจ โดยตรงเพราะเกิดจากการผิดปกติของเส้นเลือดและระบบไหลเวียนเลือดไปสู่ในร่างกายไม่เพียงพอ และตัวเราเองก็ควรที่จะสนใจดูแลตัวเอง  เพื่อสุขภาพที่ดีของเรา  แล้วถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรหันมาสนใจกับสิ่งที่เล็กๆของร่างกายเรา และที่สาวๆหลายคนคิดว่าเรื่องระบบหัวใจไม่น่าที่จะมาเกี่ยวกับเท้าของเราสาวๆคิดกันแบบนี้คงคิดผิดแล้วเพราะสิ่งที่เรามองข้าม อาจจะทำให้เราถึงแก่ชีวิตได้ถ้าทุกคนรู้แบบนี้แล้วทุกคนควรมาดูแลเท้าของคุณตั้งแต่ตอนนี้


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามแปรรูป by Tamarind

ขั้นตอนการทำมะขามดอง 
ส่วนผสม

  1. มะขามแก่จัดฝักใหญ่ 1 กิโลกรัม
  2. เกลือป่น 3/4 ถ้วยตวง
  3. น้ำ 5 ถ้วยตวง
  4. น้ำปูนใส 1/2 ถ้วยตวง

อุปกรณ์ในการทำมะขามดอง

  1. ขวดโหลแก้วหรือภาชนะเคลือบหรือภาชนะดินเผาหรือภาชนะที่เป็นกระเบื้องเคลือบ
  2. ภาชนะสำหรับต้มน้ำเกลือ
  3. ตะกร้า
  4. กะละมัง
     

วิธีทำ

  1. ล้างมะขามให้สะอาด
  2. ต้มน้ำให้เดือด
  3. ลวกมะขามในน้ำเดือดประมาณ  1  นาที
  4. นำมะขามที่ลวกแล้วแช่ในน้ำเย็น
  5. แกะเปลือกมะขามออกแล้วแช่ในน้ำปูนใส  15  นาที
  6. นำขึ้นจากน้ำปูนใสล้างด้วยน้ำธรรมดาให้สะอาด
  7. ผึ่งไว้ในตะกร้าให้น้ำแห้ง
  8. นำเรียงลงในขวดแก้วหรือภาชนะเคลือบหรือภาชนะดินเผาหรือภาชนะ
    ที่เป็นกระเบื้องเคลือบ
  9. ต้มน้ำเกลือให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น
  10. เทน้ำเกลือใส่ให้ท่วมมะขาม
  11. ใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำวางทับหรือใช้ไม้ไผ่ขัดไว้เพื่อกดให้มะขามจม ดองไว้ 2 - 3 วัน  รับประทานได้
  12. รับประทานกับพริกกับเกลือ  หรือทำเป็นแช่อิ่มหรือแช่น้ำผึ้ง

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.

     ในปัจจุบันมีความต้องการสารกันหืนมากขึ้น เนื่องจากการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อเก็บรักษาอาหารให้มีกลิ่น สี และรสที่ดีได้นาน ๆ มีมากขึ้น แต่ในอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบจะถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย เกิดสารพวก peroxide ขึ้น ซึ่งถ้ามี peroxide ในปริมาณมากพอจะทำให้อาหารนั้นมีกลิ่น สี และรสเปลี่ยนไป ดังนั้นเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่อาจเกิดขึ้น ควรให้อาหารนั้นสัมผัสกับออกซิเจนน้อยที่สุด หรือเติมสารกันหืน (antioxidants) ทำให้เกิดการเหม็นหืนช้าลง ซึ่งสารกันหืนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร, เครื่องสำอาง และยา เป็นสารกันหืนที่ได้จากการสังเคราะห์ เช่น BHA (Butyrated hydroxyanisol) และ BHT (Butyrated hydroxytoluene) ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่แล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันสารกันหืนที่ได้จากธรรมชาติ เช่น Vitamin E หรือ อัลฟ่า-tocopherol ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากพบว่ามีอันตรายต่อการบริโภคน้อยกว่า จึงมีความพยายามที่จะสกัดสารกันหืนจากธรรมชาติ   ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการสกัดจะได้จากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่น ชา และพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

     มะขามจัดเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่ อายุประมาณ 100 ปี ปลูกได้ทุกภาคของประเทศสามารถทนอากาศแห้งแล้งและมลภาวะต่าง ๆได้ดีจึงนิยมปลูกตามริมถนน มะขามนับได้ว่าเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ลำต้นนิยมนำมาทำด้ามมีด, ด้ามจอบ และเขียง เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีความทนทานสูง ส่วนเนื้อมะขามนอกจากใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้สารประเภทกัม (gum) คือเจลโลส (jellose) ที่ได้จากเนื้อในเมล็ดมะขาม สำหรับเปลือกเมล็ดมะขามมีสีน้ำตาล นอกจากใช้เป็นสีย้อมผ้าได้แล้ว ยังมีสารซึ่งมีคุณสมบัติต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ (antioxidant) สามารถใช้เติมในอาหารและเป็นส่วนผสมในยา หรือเครื่องสำอางได้

     สำหรับเทคนิคการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวด (supercritical fluid extraction) เป็นวิธีการสกัดที่ได้รับความสนใจมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่าการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่สามารถแยกตัวทำละลายออกมาได้หมดสมบูรณ์ ทำให้มีตัวทำละลายตกค้างอยู่ ส่วนตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวดที่ได้รับความสนใจมาก คือ คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวด (supercritical carbondioxide) เพราะมีจุดวิกฤติที่ต่ำ คือที่สภาวะความดัน 72.8 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 31.1องศา ซึ่งในสภาวะวิกฤตยิ่งยวดนี้ คาร์บอนไดออกไซด์จะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายอย่างดีสามารถแยกออกจากผลิตภัณฑ์ได้ง่ายหลังจากสิ้นสุดการสกัดแล้ว ทำให้ไม่ตกค้างในผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังไม่เป็นพิษ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยข้อดีเหล่านี้ส่งผลให้ มีการประยุกต์ใช้คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวดในงานสกัดต่าง ๆ มากขึ้น เช่น นำไปสกัดนิโคตินออกจากใบยาสูบ นำไปสกัดไขมันออกจากถั่วเหลืองนำไปสกัดอัลฟาแอซิดเรซิน (alpha-acid-rasins) ออกจากดอกฮ๊อป (hop) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์ นำไปสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ และยังพบว่าคาร์บอนไดออกไซด์วิกฤติยิ่งยวดสามารถนำมาสกัดสารกันหืนออกจากเมล็ดมะขาม และเปลือกเมล็ดมะขามได้ จึงได้ศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารกันหืนออกจากเปลือกมะขามโดยใช้เทคนิคนี้ เพื่อที่จะนำสารกันหืนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อไป

ข้อมูลโดย :
ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เชื้อประเสริฐ  (หัวหน้าโครงการ)
Supaporn Chuaprasert. (Asst. Prof.)
ดร.วิไล ลือวิสุทธิชาติ
Wilai Luewisutthichat. (Lecturer.)
อ.ละเอียด เพ็งโสภา
La-eid Pengsopar. (Lecturer)
ภาควิชาวิศวกรรมเคมี
โทรศัพท์ 427-9221-33 โทรสาร 428-3534


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind

ปวดฟัน

     ส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากฟันผุเป็นรู ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จะระงับเชื้อโรคและทำให้ปลายประสาทชา ยังไม่มียา ที่ยับยั้งฟันที่ผุแล้วไม่ให้ลามต่อไป เมื่อรู้ว่าฟันผุต้องรีบไปอุดเสีย ยาแก้ปวดฟันจะช่วยระงับอาการเท่านั้น เมื่อหายปวดแล้วต้องรีบไปอุดหรือรักษาฟันต่อไป

ขนานที่ 1
     เด็ดใบตำลึงมาสัก 1 กำมือ ดินสอพอง 2 แผ่น ใส่ครกโขลกพอแหลก เติมน้ำนิดหน่อยเอามาพอกข้าง แก้มที่ปวด พอแห้งก็เปลี่ยนใหม่ พอกสัก 2-3 ครั้ง จะทำให้หายปวดได้

ขนานที่ 2
     เอาหัวข่าแก่สดผสมเกลือเล็กน้อย โขลกให้ละเอียดใส่รูฟันที่ปวด

ขนานที่ 3
     เอากานพลูตำพอแหลกผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอแฉะ ใช้จิ้มหรืออุดฟันที่ปวด

ขนานที่ 4
     ลอกเปลือกไม้มะขามจะเป็นมะขามเทศหรือมะขามบ้านก็ได้ เอามา 1 กำมือ ใส่น้ำให้ท่วมยา ใส่เกลือ 1 ช้อนชาต้มให้เดือนสัก 10 นาที ปล่อยให้เย็น เอามาอมไว้ในปาก อมนาน 2-3 นาทีอมสัก 3-4 ครั้ง

ขนานที่ 5
     ใช้เปลือกข่อยต้มอมแบบเดียวกับเปลือกมะขาม

ขนานที่ 6
     ใช้รากมะพร้าวต้ม อมแบบเดียวกับเปลือกมะขาม

ขนานที่ 7
     เอาการบูรใส่ในฟันที่ปวด

ขนานที่ 8
     เอารากหนอนตายอยาก ตำอุดตรงรูฟันที่ปวด

ขนานที่ 9
     ใช้ใบและต้นของผักส้มกล ผสมกับเกลือพอให้เค็ม ขยี้พอให้ช้ำๆ แปะข้างเหงือกตรงฟันที่ปวด

ขนานที่ 10
     เอาดอกหรือใบของผักคราดหัวแหวนขยี้หรือบดให้ละเอียดใส่ฟันที่ปวด

ขนานที่ 11
     เอากระดาษหรือใบตองมวนสำลีแบบมวนบุหรี่ แล้วสูบทางจมูกข้างตรงข้ามกับฟันที่ปวด สูบเพียง 1 มวน ถ้ามึนให้พักสักครู่จึงค่อยสูบต่อ (สูบแล้วจะมีอาการน้ำหูน้ำตาไหล)

ข้อมูลโดย : ไทปัน การแพทย์แผนไทย-จีน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

ระยะพักตัว

     ในช่วงนี้จะอยู่ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน เป็นช่วงที่ไม่มีน้ำไม่มีความชื้น ใบมะขามจะร่วงหมดประมาณเมษายน ยิ่งใบมะขามร่วงมากเท่าใดยิ่งจะทำให้ต้นมะขามออกดอกติดฝักมากเท่านั้น

ระยะใบอ่อน

     ในช่วงนี้จะเริ่มตั้งแต่ ฝนเริ่มตกในครั้งแรกของปีซึ่งมีน้ำพอสมควร ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 อาทิตย์

ระยะดอก

     หลังจากที่ใบออกมาจนเริ่มเป็นใบเพสลาด ดอกก็จะตามออกมา ใน1ปีนั้นมะขามจะออกดอกและบานประมาณ 5 -10 ชุด ขั้นตอนนี้ระยะนานสุดไม่เกิน2เดือน

ระยะฝักอ่อน

     ถ้าช่วงปีไหนดินฟ้าอากาศเหมาะสมมะขามจะติดฝักเป็นพวงช่อ แต่ถ้าช่วงนั้นแห้งแล้งมากมะขามก็จะติดแบบฝักเดี่ยวมากกว่า ในระยะฝักอ่อนถ้าต้นมะขามที่ปลูกมีเส้นผ่านศูนย์กลางยังไม่ถึง 7 – 8 เมตรเราไม่ควรจะเอาฝักไว้มากๆควร ช่วยเด็ดออกในระยะนี้ แต่ก็สามารถขายเป็นมะขามฝักอ่อนได้ ระยะนี้ตั้งแต่ ออกดอกจนเก็บขายได้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

ระยะฝักดิบ

     นับตั้งแต่ เริ่มออกดอกจนกลายเป็นฝักดิบนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีมากๆ ฝักสวยและได้เงินด้วย ในช่วงนี้จะใช้เวลาเก็บไม่เกิน 2เดือน หลังจากนั้นฝักจะเริ่มแก่เกินที่จะนำไปดองหรือแช่อิ่มแล้ว

ระยะฝักแก่

     ช่วงนี้จะเป็นระยะสุดท้ายที่จะเก็บผลผลิตขายกันแล้ว จะแบ่งขายได้ 2 แบบ

  1. ขายออกต่างประเทศแบบทั้งฝักทั้งเปลือกแต่ฝักต้องสวยไม่แตก
  2. ขายให้กับคนที่ซื้อฝักไปแกะเปลือกเป็นเนื้อมะขามเปียก หรือลูกค้าบาง ส่วนก็แกะนำไปขายเองแต่อันนี้จะเหนื่อยนิดนึง แต่ก็ได้เงินมากกว่า

     ระยะนี้จะปลอกเปลือกมะขามง่ายมาก เนื้อมะขามสีก็สวย รสชาติความเปรี้ยวก็เป็นสองเท่าของมะขามเปรี้ยวพื้นบ้าน อัตราการได้เนื้อก็ดีนะครับ ในปีแรกการสร้างเนื้ออาจจะน้อยสักหน่อยเพราะเพิ่งเริ่มให้ผลผลิต

     ในปีแรก มะขามฝักแก่ 1 กิโล จะแกะได้เนื้อมะขามเปียก 2.5-2.8 ขีด การสร้างเนื้อจะมากขึ้นทุกๆปีตามอายุของต้นที่ปลูก เช่นในที่ไร่ของเราปีที 11ที่เราเก็บ มะขามฝักแก่ 1 กิโล แกะได้เนื้อมะขามเปียก 5.4 - 5.7 ขีด (แกะแบบเอาเปลือกและเมล็ดออกเหลือแต่เนื้อกับใย) ถ้าเปรียบเทียบกับมะขามธรรมชาติที่ขึ้นตามบ้านทั่วไปแล้ว เทียบกับ มะขามเปรี้ยวยักษ์ไม่ติดเลย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
6
มี.ค.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind

     ในหน้าหนาว คนโบราณที่ยังไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น อย่างดีก็ต้มน้ำร้อนในกานำมาผสมในกะละมังตักอาบ แต่ก็ใช่จะมีแต่พึ่งกาต้มน้ำเท่านั้น ผู้เฒ่าแม่แก่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเรา แนะนำไว้ในประสบการณ์ชีวิตว่า การอาบน้ำในฤดูหนาวนั้นสำคัญนัก เพราะจะทำให้เป็นไข้หวัดหรือรักษาสุขภาพดีจนผ่านพ้นลมหนาวไปได้

     ประการ แรก ไม่ควรกัดฟันทนหนาวเพราะความเคยชิน แล้วตักน้ำอาบหรือ ท้าส ายน้ำจากฝักบัว โดยเฉพาะทนอาบน้ำเช้า-เย็น เป็นอันขาด จะทำให้ไม่สบายจนปอดบวมได้ คนโบราณเขารู้กันว่าเวลาอากาศเย็นจัดๆ เช่นตอนเช้ามืดและดึกดื่นค่ำคืนไม่ควรอาบน้ำ เวลาที่เหมาะในการอาบน้ำ คือ เวลายังมีแดด ก่อนบ่ายสามหรือบ่ายสี่ เด็กๆ ก็ไม่ควรอาบน้ำ แต่ใช้การเช็ดตัวน่าจะพอ และอย่าให้น้ำเย็นถูกบริเวณอกกับคอ เพราะเด็กมีความต้านทานน้อยจะไม่สบายได้ง่าย

     การ นอนก็เป็นกิจกรรมที่สำคัญ เคยสังเกตหรือไม่ว่า ก่อนนอนยังดีๆ แต่พอตื่นเช้ากลับรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้ ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าโดยส่วนใหญ่เกิดจากการห่มผ้าไม่เพียงพอ หรือนุ่งห่มเสื้อผ้าบางเกินไป โดยเฉพาะบริเวณอกและคอซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไข้หวัดมักโจมตี จึงต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอด

     แต่ ถ้าเราดูแลสุขภาพตามวิถีข้างต้นดีแล้ว ปัญหาอีกประการหนึ่งที่หลายคนไม่ชอบเอาเลยในฤดูหนาวคือ อาการผิวแห้งแตก บางท่านแม้จะใช้ครีมหรือโลชั่นทาผิวทาแล้วทาอีก ผิวพรรณก็ยังแห้งเป็นขุย ลองใช้ประสบการณ์ของคุณยายคุณย่า ที่เคยผ่านวัยสาวที่อารมณ์จิตใจคงไม่ต่างจากสาวๆ รุ่นนี้ ที่ห่วงใยความงามของผิวพรรณเช่นกัน

     สาว สวยย้อนยุคจะมีเครื่องสำอางข้างกายไว้สู้ลมหนาว เรียกได้ว่าเชื้อเชิญเข้ามาประจำในห้องน้ำเลยก็ได้ นั่นคือ มะขามเปียก ใช้มะขามเปียกในห้องน้ำคงไม่ได้คั้นมาทำอาหารใดๆ แต่ใช้แทนสบู่ในฤดูหนาวได้เลย หากคุณไปซื้อมะขามเปียกมาสัก ๕-๑๐ บาท ลอกเอารกหรือใยของมะขามออกก่อน ตอนอาบน้ำก็ลาดตัวปกติ แต่แทนที่จะใช้สบู่ฟอกตัวให้ใช้มะขามถูตัวได้เลย ใครที่คิดว่าร่างกายไม่สะอาด ขอให้รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึก เพราะกลิ่นมะขามไม่หอมสะอาดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ที่ทำให้เรารู้สึกสะอาด

     แต่ ถ้าพิจารณาจากสารออกฤทธิ์ของมะขามจะพบว่า มะขามมีคุณสมบัติทำความสะอาดผิวหนังได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าร่างกายของเราจะมีกลิ่นตัว คนรุ่นก่อนยังแนะนำให้ผู้มีกลิ่นเต่าใช้มะขามถูตัวและใช้ถูรักแร้เวลาอาบน้ำ เพื่อลดกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ด้วย

     นอกจาก นี้ มะขามถนอมผิวรุ่นคุณย่ายังสาวนั้นได้มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ซึ่งทางมูลนิธิสุขภาพไทยได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำไว้ใช้เองมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นสินค้าโกอินเตอร์ส่งขายไปในหลายประเทศ มะขามในตลาดสด สามารถนำมาทำเป็นครีมมะขามขัดผิว บำรุงผิวให้ผ่องเนียนและสะอาดสะอ้าน แม้ใครผิวคล้ำก็สวยได้เพราะผิวพรรณเนียนผ่อง

     วิธี ทำง่ายๆ นำมะขามเปียกมาล้างน้ำ ลอกเอารกออก แล้วขูดเอาเฉพาะเนื้อมะขามมาใช้ ผสมนมสดพอให้เนื้อมะขามเหลวแต่อย่าให้เหลวจนทาไม่ติด ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย และถ้ามีผงขมิ้นใส่ลงไปอีกเล็กน้อย บรรจุใส่ภาชนะ นำมาใช้ทาหน้าเพื่อทำความสะอาดหรือทาผิวแขนขาก็ได้ ควรทิ้งไว้สัก ๑๐-๑๕ นาที แนะนำให้ใช้เฉพาะเวลาเย็น เนื่องจากมะขามมีฤทธิ์เสมือนกรดผลไม้ ช่วยขจัดเซลส์ที่ตายแล้ว ถ้าใช้เวลาเช้าแล้วออกไปทำงานถูกแสงแดดจัด อาจทำให้เกิดความระคายเคืองผิวได้ ปัจจุบันครีมมะขามที่ว่านี้ยกระดับไปใช้บริการในสปาหรูกันแล้วจะบอกให้

ข้อมูลโดย : มูลนิธิสุขภาพไทย 0-2589-4243


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.
โพสในหมวด มะขามเกษตรกรรม by Tamarind

     การเกิดปักแตกของมะขามหวานเพราะเปลือกเปราะไม่แข็งแรงน่าจะมาจากดินขาดซิลิกอนที่ละลายได้ ขาดแคลเซียมหรือมีแคลเซียมแต่ขาดโบรอนเวลาฝนตกดินจังหวัดแพร่ถูกน้ำชะล้างง่ายและรุนแรง ทำเกิดสภาพดินทรายหรือดินขาดแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นต่อการสร้างความแข็งแรงของเปลือกฝักมะขาม แคลเซียมเป็นองค์ประกอบของแคลเซียมเพ็คเตรด เป็นองค์ประกอบของเพ็คตินที่เป็นส่วนประกอบของเปลือก ธาตุโบรอนเป็นจุลธาตุช่วยการทำงานของแคลเซียม ลักษณะดินภูเขาดินลาดเอียงจะทำให้น้ำชะล้างธาตุอาหารบางชนิดง่ายขึ้น แนวทางแก้ปัญหาน่าจะใช้ปุ๋ย 14-9-20 หรือ 14-14-21 5 กก. พรมน้ำพอชื้นใส่ซิลิโคเทรซ 5 ช้อนแกง เคล้าให้เข้ากันใส่ภูไมท์ 1 กก. คลุกให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง ใช้ปุ๋ยนี้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และภูไมท์ซัลเฟต อาจทดลองก่อนบางต้น ใช้ภูไมท์ซัลเฟต 20 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 งาน โรยทั่วบริเวณพื้นดินใต้พุ่มต้น ส่วนการฉีดพ่นทางใบจะใช้ไวตาไลเซ่อร์ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือภูไมท์ซัลเฟต 200-300 กรัม แช่ในน้ำ 20 ลิตร กวนให้ละลายน้ำ ทิ้งให้ตกตะกอน 10 นาที แล้วรินเอาแต่น้ำส่วนบนไปฉีดพ่นก็ได้ หากไม่สะดวกในการหาปุ๋ยจุลธาตุต่างๆ อาจใช้ปุ๋ยไปตามปกติที่ทำอยู่แต่ลดครึ่งหนึ่งแล้วใช้แทนด้วยภูไมท์ซัลเฟตครึ่งหนึ่ง ถ้าใช้ภูไมท์ซัลเฟตมาตั้งแต่ฝักยังเล็กก็แทบจะไม่มีฝักแตกเลย

ที่มา : อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ, ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.

     การศึกษาการใช้ผงแป้งเมล็ดมะขาม เป็นสารช่วยสร้างตะกอน ร่วมกับสารส้ม เพื่อลดความขุ่นของน้ำ

     การศึกษาการใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขาม เป็นสารช่วยสร้างตะกอนร่วมกับสารส้ม เพื่อลดความขุ่นของน้ำ ด้วยวิธีจาร์เทสต์ ที่ระดับความขุ่นน้ำดิบ 50 100 และ 150 NTU พีเอช 6.5 และ 7.5 ตามลำดับ โดยใช้สารแขวนลอย ผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยวและชนิดหวานในลำดับการเติม สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามก่อนหรือหลังการเติมสารส้ม เพื่อหาปริมาณความเข้มข้น ชนิด และลำดับการเติมสารแขวน ลอยผงแป้งเมล็ดมะขามที่เหมาะสม ที่เติมร่วมกับปริมาณ 50% 40% และ 30% ตามลำดับ ของความเข้มข้นสารส้มที่เหมาะสม เพื่อลดความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ไม่เกิน 5 NTU ผลการทดลองพบว่า การใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ด มะขามชนิดเปรี้ยวเป็นสารช่วยสร้างตะกอนร่วมกับปริมาณ 50% 40% และ 30% ตามลำดับของความเข้มข้นสารส้มที่เหมาะสม จะมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณความขุ่นของน้ำสูงกว่า การ ใช้สารส้มในปริมาณดังกล่าวร่วมกับสารแขวนลอยผงแป้งเมล็ด มะขามชนิดหวาน โดยมีลำดับการเติมสารแขวนลอยผงแป้งเมล็ด มะขามชนิดเปรี้ยวหลังการเติมสารส้ม เป็นลำดับการเติมที่ เหมาะสม นอกจากนี้ยังพบว่า ที่ระดับความขุ่นของน้ำดิบ 50 NTU พีเอช 6.5 และ 7.5 ตามลำดับ การใช้สารแขวนลอย ผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยว ไม่สามารถลดค่าความขุ่นของ น้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (ไม่เกิน 5 NTU) ได้ เมื่อน้ำดิบมีความขุ่น 100 NTU และ 150 NTU ที่ค่าพีเอช 6.5 การใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยว สามารถลดค่าความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 NTU ได้โดยช่วยให้ประหยัดการใช้สารส้มลงได้ถึง 50% และเมื่อน้ำดิบมีความขุ่น 100 NTU และ 150 NTU ที่ค่าพีเอช 7.5 การใช้สารแขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยว สามารถลดค่าความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 NTU ได้เช่นเดียวกัน โดยช่วยให้ประหยัดการใช้สารส้ม ลงได้ถึง 60% จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สรุปได้ว่า การใช้สาร แขวนลอยผงแป้งเมล็ดมะขามชนิดเปรี้ยวเป็นสารช่วยสร้าง ตะกอนร่วมกับสารส้ม โดยเติมภายหลังการเติมสารส้ม เพื่อ ลดความขุ่นของน้ำให้เหลืออยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 5 NTU เหมาะ สำหรับน้ำดิบที่มีระดับค่าความขุ่นระหว่าง 100-150 NTU ที่ค่าพีเอช 6.5 และ 7.5 ตามลำดับ เพราะสามารถช่วย ประหยัดการใช้สารส้มลงได้มากกว่า 50% ขึ้นไป โดยไม่ ทำให้ค่าพีเอชและค่าความเป็นด่างของน้ำดิบเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต น้ำประปาลงได้ 
 
ศึกษาข้อมูลโดย : ชัยนุวัฒน์ วัชรพันธุ์อมต


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.
โพสในหมวด เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย by Tamarind

กรดเป็นสารที่มีพิษต่อมนุษย์และสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน ดังนั้นในการใช้สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดในชีวิตประจำวันจะต้องใช้อย่างระวัง โดยเฉพาะภาชนะที่นำมาบรรจุสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก ควรใช้ภาชนะที่เป็นแก้วหรือกระเบื้องเคลือบ ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะหรือพลาสติกโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ในการใช้สารปรุงแต่งอาหารให้มีรสเปรี้ยว เราต้องแน่ใจว่าสารนั้นไม่เป็นอันตรายทั้งนี้เป็นเพราะผู้ผลิตบางรายได้นำกรดกำมะถันมาเจือจางด้วยน้ำแล้วปลอมปนนำมาขายแทนน้ำส้มสายชู เมื่อผู้บริโภคทานเข้าไปจะทำให้สารเคลือบฟันถูกกัดกร่อน กระเพราะอาหารและลำไส้จะถูกกัดกร่อนเป็นแผล ดังนั้นการใช้น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามมาปรุงแต่งอาหารจะปลอดภัยกว่า ส่วนสารละลายกรดที่มีผลต่อสภาพแวดล้อมนั้น เมื่อนำมาล้างพื้นหรือสุขภัณฑ์แล้ว ไม่ควรปล่อยลงในแหล่งน้ำ นอกจากนี้สารละลายกรดยังทำลายพื้นบ้านที่เป็นหินปูน ทำให้พื้นบ้านชำรุด ดังนั้นการใช้สารละลายกรดจึงต้องใช้ให้ถูกวิธี และอ่านคำแนะนำให้เข้าใจก่อนนำไปใช้


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
4
มี.ค.

 ”ครีมพอกหน้ามะขาม” สร้างเงินจากก้นครัวสู่สปา

     การนำเอาพืช ผัก สมุนไพรต่าง ๆ ที่เหลือจากการบริโภค เช่น แตงกวา, ว่านหางจระเข้, มะกรูด ฯลฯ  มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ภายในครอบครัว เป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และอาจสามารถขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งได้ด้วย วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” ขอนำเสนอการทำ “ครีมมะขามสมุนไพรพอกหน้า” ซึ่งเป็นการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาสู่การเป็นผลิตภัณฑ์
 
     กัญญาลักษณ์ ตระกูลชีวะพานิตต์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายบัว เจ้าของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ เล่าให้ฟังถึงที่มาของกลุ่มว่า ได้มีการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 ในช่วงยุคเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างหนัก โดยเริ่มรวมกลุ่มสมาชิก 10 คนด้วยเงินทุนส่วนตัว และเงินสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (ในสมัยนี้)

     เริ่มแรกสินค้าของกลุ่มก็จะมี แชมพู-ครีมนวด, ลอดช่องสิงคโปร์สมุนไพรอบแห้ง และสบู่ก้อนใยบวบ-สบู่เหลวสมุนไพร จากดอกอัญชัน ว่านหางจระเข้ ขมิ้น เป็นต้น จนสามารถสร้างเศรษฐกิจในชุมชนให้เข้มแข็งในระดับรากหญ้าได้ระดับหนึ่ง และปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายบัวมีสมาชิกประมาณ 30 คน แต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยคนละ 3,000-5,000 บาท/เดือน 

     “ผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มจะเน้นสมุนไพรเป็นหลัก ทั้งทานได้และไม่ได้ แต่มีคุณประโยชน์มาก ไม่ใช่ทั้งอาหารและไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นประเภทของใช้ ยิ่งกระแสใช้สารเคมีครีมหน้าขาวมีปัญหา จึงเกิดไอเดียจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะในมะขามมีสาร AHA ซึ่งเป็นกรดผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไปในพืชตระกูลส้ม มีคุณสมบัติในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ผลัดออกเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความชุ่มชื้นนุ่มนวลแก่ผิว ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดสิวฝ้าจุดด่างดำ  ทำให้ผิวหน้า-ผิวกายเรียบเนียนขึ้น และรูขุมขนกระชับ ที่สำคัญไม่มีสารเคมี ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวเลย” คุณกัญญาลักษณ์กล่าวถึงผลิตภัณฑ์  โดยเฉพาะ “ครีมมะขามสมุนไพร”

     ครีมมะขามสมุนไพรนี้ ทำการศึกษา-ฝึกอบรมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำมาพัฒนาปรับปรุงจนอยู่ตัว ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก ทางกลุ่มทำส่งร้าน “สปา” ในกรุงเทพฯหลายแห่ง  
 
     ในการทำนั้น วัตถุดิบหรือส่วนผสม ที่ต้องใช้ก็มี… มะขามเปียกแกะเม็ดแล้ว 1 กก., น้ำผึ้งรวงแท้ 100 กรัม, นมสด 1,000 ซีซี, ขมิ้นชันผง 1 ช้อนโต๊ะ, ทานาคา 1/2 ช้อนโต๊ะ
 
     อุปกรณ์…เตาแก๊ส, หม้อตุ๋นสเตนเลส, ถาด, ไม้พายพลาสติกประมาณ 5-6 อัน, ถังพลาสติก, กะละมัง, กระชอน, ช้อนตวง, ถุงมือ และภาชนะบรรจุ ส่วนอุปกรณ์อย่างอื่นสามารถหยิบฉวยได้จากในครัว
  
ขั้นตอนการทำ “ครีมมะขามสมุนไพรพอกหน้า” เริ่มจากนำมะขามเปียกค้างปีที่คัดเตรียมไว้ 1 กก.ใส่ลงถาด กระจายให้ทั่ว ใช้มือดึงใย และแกะเอาเม็ดมะขามเปียกออกให้หมด 
 
     นำมะขามเปียกที่ดึงใย และแกะเอาเม็ดออกหมดแล้วมาล้างน้ำ  ใส่ภาชนะทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงทำการยีมะขามเปียกในกระชอน จนได้เนื้อมะขาม  
 
     ใส่นมสดที่เตรียมไว้ลงในเนื้อมะขาม ใช้ไม้พายคนให้ทั่ว แล้วแช่ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปตุ๋นด้วยไฟอ่อน ๆ จนเนื้อมะขามนุ่ม (นมทำให้เนื้อมะขามอ่อนตัวลง และยังมีคุณสมบัติบำรุงผิว)
 
     จากนั้น นำน้ำผึ้ง ทานาคา และขมิ้นชัน ผสมใส่ลงไปในเนื้อมะขามเปียก  คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำส่วนผสมที่ได้ไปนึ่งอีกครั้ง นึ่งนานประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อโรค และช่วยให้เก็บไว้ได้นานขึ้น เท่านี้ก็จะได้ครีมมะขามสมุนไพรพอกหน้า
สำหรับวิธีใช้ คุณกัญญาลักษณ์บอกว่า ล้างหน้าหรือผิวกายให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วจึงนำครีมมะขามสมุนไพรทาให้ทั่วใบหน้าหรือผิวกาย ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จนแห้ง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

     ตามสูตรที่ให้มาข้างต้นสามารถผลิตครีมมะขามสมุนไพรได้  1,400 กรัม (1.4 กก.) ใส่กระปุกบรรจุขนาด 100 กรัม ได้ 14 กระปุก ถ้าเป็นขนาด 200 กรัม ก็ได้ 7 กระปุก

     ขนาด 100 กรัม ราคาจำหน่ายกระปุกละ  99 บาท ส่วนขนาด 200 กรัม ราคากระปุกละ 199 บาท หรือถ้าซื้อเป็นกิโลฯ ก็จำหน่ายในราคา 350 บาท/กก.

     ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายบัวมีแนวคิดจัดทำผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก ส่วน “ครีมมะขามสมุนไพรพอกหน้า” ใครสนใจก็ลองไปดูกัน หรือติดต่อคุณกัญญาลักษณ์ได้ที่ เลขที่ 8/8 หมู่ 5 รามอินทรา 76 แขวง-เขตคันนายาว กรุงเทพฯ 10230 โทร. 0-1319-7292, 0-2517-2519.


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 


 หน้าที่ 3 จาก 4 

« 1  2  3  4 »


 

;