มะขาม.com - Tamarind Blog

28
ก.พ.

1. การอยู่ไฟ  สมัยก่อนขณะที่ภรรยาครรภ์แก่ใกล้จะคลอด สามีต้องไปหาฝืนมาเตรียมไว้ให้ภรรยาสำหรับอยู่ไฟหลังคลอด  ห้ามคนอื่นตัดฟืนแทน  ฟืนที่ใช้ในการอยู่ไฟมักใช้ไม้สะแกหรือไม้มะขาม  เพราะเป็นไม้หาง่ายและเมื่อไหม้เป็นถ่านแล้วจะมีขี้เถ้าน้อย  นอกจากนี้ควรจะมีไม้ทองหลางด้วย  เพราะเชื่อว่ากันปวดมดลูกและแก้พิษเลือด  แต่ถ้าเป็นท้องสาวให้ใช้ฟืนไม้เบญจพรรณ  จะได้คุ้นกับการอยู่ไฟด้วยไม้ต่าง ๆ  ได้ดีเมื่อคลอดลูกคนหลัง ๆ เมื่อมารดาคลอดบุตรแล้วต้องรับประทานส้มมะขามเปียกกับเกลือก่อนนอนไฟ  แล้วอยู่ไฟด้วยเตาเชิงกรานนานถึง 15 - 30 วัน   

 
โดยมีหมอผู้ประกอบพิธีทำน้ำมนต์ประพรมเตาไฟ  เสกข้าวกับเกลือพ่นหลังพ่นท้องผู้ที่จะอยู่ไฟ และพ่นเตาไฟด้วย  พิธีนี้เรียกว่า  ดับพิษไฟ  นอกจากนี้ในพิธีจะต้องประกอบด้วยธูปเทียน ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู และกระทงเล็ก ๆ  ใส่กุ้งพล่าปลายำวาง  4 มุมของเตาไฟ แล้วมารดาต้องกราบไหว้เตาไฟเพื่อระลึกถึงคุณพระเพลิง พระพาย  พระธรณี  และพระคงคา  จากนั้นหมอจะเสกขมิ้นกับปูนทาหลังทาท้อง  แล้วมารดาจึงจะขึ้นไปอยู่ไฟบนกระดาน  และรับประทานยาแก้โลหิตเช้าเย็นจนกว่าจะออกไฟ

2.  การฝังรก  ในสมัยโบราณเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว  หมอตำแยจะตัดรกล้างให้สะอาด  แล้วใส่หม้อตาลใส่เกลือทับรกไว้  เพราะเชื่อกันว่าจะป้องกันไม่ให้ทารกเจ็บป่วยหรือพุพองได้  จากนั้นจึงนำหม้อตาลวางไว้ริมเตาไฟที่มารดาใช้อยู่ไฟ เชื่อกันว่าจะทำให้สายสะดือทารกแห้งเร็ว  เมื่อครบ 3 วัน บิดาจะนำหม้อรกไปฝังซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ทำพิธีตั้งชื่อเด็ก  ในการฝังรกต้องกำหนดที่ฝั่งโดยดูว่าเด็กเกิดวันใด จะต้องฝังรกไว้ที่ใด เพราะถือว่าจะเกิดสิริมงคลแก่เด็ก หลังจากบิดาฝังรกเสร็จแล้วขากลับบ้านจะต้องเก็บพืชไร่  พืชผลติดมือมาด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อเด็กโตจะได้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน เป็นคนขยัน และรู้จักทำมาหากิน

 

3.  การตั้งชื่อทำขวัญ  เมื่อบุตรนอนอยู่ในกระด้งครบ 3 วัน  บิดามารดาก็จะมีพิธีบายศรีปากชามทำขวัญ และยกบุตรจากกระด้งเพื่อเอาลงนอนเปล  ซึ่งภายในเปลจะมีถุงใส่ข้าวตอก ข้าวเปลือก ถั่วเขียว งา และเมล็ดฝ้ายอย่างละหนึ่งกำมือ มีหินบดสำหรับแม่และลูก และมีฟักเขียวหนึ่งลูก  จากนั้นจึงอาบน้ำทาแป้งเด็กให้ขาวแล้วเอานอนเปล  ถ้าเป็นเด็กชายจะใส่สมุดดินสอลงไป  แต่ถ้าเป็นหญิงก็จะใส่เข็มใส่ด้าย  จากนั้นจึงทำพิธีเวียนเทียนจนครบ  3 รอบ  แล้วเอาสายสิญจน์ปัดเคราะห์โศก โรคภัย  ออกไปทางปลายมือข้างละ  3 ที  แล้วจึงนำสายสิญจน์ใหม่ผูกข้อมือเด็ก  เอากระแจจันทน์เจิมที่หน้าผากแล้วอวยพรหลั่งน้ำมนต์ลงในเปล  เอาใบมะตูมวางลงในเปลแล้วเจิมที่หัวนอน  นำถุงต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ลงเปลทั้งสองข้าง  เอาหินบดวางไว้ข้างหนึ่ง เอาฟักวางไว้อีกข้างหนึ่ง จากนั้นนำแมวที่ตกแต่งสวยงามวางลงในเปล สิ่งของที่วางในเปลล้วนมีความหมายทั้งสิ้น  เช่น  ต้องการให้เด็กเจริญงอกงามเหมือนถั่ว ให้เนื้อเย็นเหมือนฟัก ให้หนักเหมือนหิน และให้รู้อยู่รู้กินเหมือนแมว  เป็นต้น  พิธีนำเด็กลงเปลนี้มักนิยมทำพร้อมกับการตั้งชื่อ  โดยดูจากวันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟาก  แล้วนำมาผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อจะตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลต่อไป


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.

     ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างออกไปเรื่อยๆ ขณะที่ผู้ผลิตพยายามสรรหาส่วนผสมในเครื่องสำอางออกมาดึงดูดลูกค้า

     ศ.น.พ.ปิติ พลังวชิรา ผอ.ศูนย์โรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้เชี่ยวชาญด้านด้าน Antiaging Medicine อธิบายถึงสารพิเศษในเครื่องสำอางว่า ในเครื่องสำอางมีส่วนประกอบของส่วนผสมต่างๆ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ซื้อมาใช้ และไม่รู้ว่าสารพิเศษแต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไร มีส่วนทำให้ผิวพรรณของตัวเองดีขึ้นได้อย่างไร

     AHA (Alphahydroxy acid) เป็นสารที่พบในผลไม้และพืชผักหลายชนิด เป็นสารสกัดจากธรรมชาติพบได้ในแอปเปิ้ล ลูกพีช อ้อย องุ่น มะขาม สตรอเบอร์รี่ แครอต แตงกวา และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

     สารตัวนี้รู้จักมานานแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณโดยผู้หญิงตะวันตกได้มีการนำไวน์เก่ามาทาผิวเพื่อรักษาผิวพรรณ บางครั้งก็ใช้องุ่น แตงกวา หรือมะเขือเทศ มาทาบริเวณใบหน้า แต่เดิมการใช้ AHA เพื่อรักษาโรคผิวหนังต่างๆ เช่น โรคผิวแห้ง โรคผิวหนังแข็งนูน เป็นสะเก็ดจากแสงแดด รอยกระสีคล้ำมีลักษณะเป็นปื้นใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุจากแสงแดด นอกจากนี้ AHA ยังมีประโยชน์กับการลอกผิว รักษาหูด รอยเหี่ยวย่นจากแสงแดด หรือรอยคล้ำ

     จากคุณสมบัติของ AHA จึงทำให้วงการเครื่องสำอางนำมาพัฒนา เติมสารตัวนี้ลงไปในเครื่องสำอาง ให้มีคุณสมบัติช่วยดูแลผิวพรรณให้ดูอ่อนนุ่ม ลดรอยเหี่ยวย่น เพราะกลไกการออกฤทธิ์ของ AHA จะเป็นตัวการสำคัญในการควบคุมสมดุลของความชุ่มชื้นของผิวให้เป็นปกติ ช่วยกระตุ้นเซลล์ที่ตายแล้วแต่ยังจับกันแน่นให้หลุดออก ทำให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน ทำให้ผิวหนังดูสดใส ช่วยรักษาสิวเสี้ยน และทำให้มีการลอกหลุดของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า จึงสามารถรักษาโรคขนคุด โรคหูด และยังสามารถเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน และองค์ประกอบในหนังกำพร้า จึงนำมารักษาแผลเป็นตื้นๆ ได้ แต่ข้อเสียคือเวลาใช้อาจเกิดการระคายเคือง รู้สึกตึงหรือคันยิบๆ ได้

     AHA ที่นำมาใช้มีหลายชนิด เช่น กรดไกลโคลิก ซึ่งได้มาจากอ้อย กรดแล็กติกได้จากนำเปรี้ยว กรดมาลิก ได้จากแอปเปิ้ล กรดทาร์ทาริก ได้จากมะขามหรือไวน์ที่บ่มนานๆ กรดซิตริกได้จากผลไม้จำพวกส้มชนิดต่างๆ

     ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผสม AHA ปกติจะใช้ความเข้มข้นของกรดต่ำ ประมาณร้อยละ 4-6 ส่วนที่ทำขึ้นในโรงพยาบาลหรือคลินิกแพทย์ผิวหนัง AHA ซึ่งมีความเข้มข้นสูง ประมาณร้อยละ 40-70 เพื่อปรับสภาพผิวลบริ้วรอยเหี่ยวย่นตื้นๆ รอยดำคล้ำ รอยแผลเป็นจากสิว โดยใช้ระยะเวลาต่างๆ กันตามดุลพินิจของแพทย์

     แพทย์มักแนะให้ผู้ใช้ เมื่อทาน้ำยาแล้วให้ล้างออก และประคบเย็น โดยให้ทำทุก 2-4 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน และทำซ้ำทุก 1-2 เดือน หลังจากนั้นอาจใช้ AHA ความเข้มข้นต่ำมาใช้เองที่บ้าน เพื่อคงสภาพผิวให้สดใสและนุ่มเนียนตลอดเวลา

     ต้องจำไว้เสมอว่าหลังทำ AHA treatment ถ้าเป็นไปได้ควรทายากันแดด หลีกเลี่ยงแสงแดด หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆ หรือสบู่ชนิดแรงบริเวณผิวหน้า 4-5 วัน เพราะอาจทำให้ผิวลอกมากและไหม้ได้ และหลังจากนั้นก็ใช้เครื่องสำอางและยาอื่นได้ตามความปกติ

     ในบางประเทศถือว่า AHA เป็นยาเหมือนกรดวิตามินเอ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการและหน้าที่ของผิวหนัง จึงต้องให้แพทย์เท่านั้นเป็นผู้ตรวจและสั่งยา ขณะที่การทำเบบี้เฟรซตามร้านเสริมสวยในเมืองไทย ใช้กรดซึ่งรุนแรงกว่า AHA โดยผู้ทำส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ จึงน่าวิตกว่าถ้าทำด้วยขั้นตอนที่ไม่ถูกหลักจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงและเกิดอันตรายต่อใบหน้าได้


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.
โพสในหมวด เมนูอาหารที่ใช้มะขาม by Tamarind

ปลาร้าสับสมุนไพรโดยเริ่มจากวัตถุดิบประกอบด้วย

  1. เนื้อหมูไม่ ติดมัน (เนื้อสะโพก) เอาเข้าเครื่องบดละเอียดอย่าง น้อย 2 รอบในอัตรา 6 กก.
  2. ปลาร้าทำจากปลากระดี่ (อย่างดี) 10 กก.
  3. น้ำมันหอยอย่างดี 2 ขวด
  4. น้ำมะขามข้น ประมาณ 1.5 กก. (ให้แช่มะขาม ลงในน้ำไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง)
  5. น้ำมะนาวสด จำนวน 1.4 กก.
  6. คนอร์ก้อน 2 ซอง (เพิ่มรสชาติ)

สมุนไพรที่เป็นส่วนผสม 9 ชนิด คือ

  1. ตะไคร้ ซอยบางๆ 7 ขีด
  2. รากผักชี 6 ขีด
  3. หอมแดง หั่นบางๆ 1 กก.
  4. กระเทียมไทย (เม็ดเล็ก) ปอกแล้วสับหยาบๆ 2 กก.
  5. กระชาย หั่นบางๆ 2.3 กก.
  6. ขิงแก่ ซอย 1.3 กก.
  7. ข่าหั่น บางๆ 3 ขีด
  8. พริกขี้หนู สีแดง 7 ขีด กับ พริกแห้ง บางช้าง อีก 2 ขีด
  9. ใบมะกรูด ซอยบางๆอีก 3 ขีด

นำมาคลุกเคล้ารวมกันในกะละมัง… สูตรนี้จะทำได้ถึง 20 กิโลกรัม กินกันทั้งตำบล…หากเปิบกันภายในครอบครัวก็ลดลงตามส่วน

     จากนั้นให้นำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ทั้งหมดใส่รวมกันลงไปในกระทะยกขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เน้นไฟอ่อนหรือไฟรุมๆเท่านั้น…ใช้ไม้พายกวน ประมาณ 10 นาที จึงนำสมุนไพรทั้งหมดใส่รวมแล้วกวนไปเรื่อยๆ

     จนกระทั่งส่วนผสมแห้งจากเดิมประมาณ 60% ก็จะได้ “ปลาร้าสับทรงเครื่องสมุนไพร” เต็มสูตร รสแซบ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้ นานถึง 1 เดือน หากเก็บใน ตู้เย็นจะได้ถึง 4 เดือน


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

แนะนำแนวทางการประกอบอาชิพผลิตสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ เขียงไม้มะขาม

รายละเอียดผลิตภัณฑ์
เขียงไม้มะขามเป็นเขียงไม้เนื้อละเอียด เนื้อไม่ล่อนติดกับอาหาร มีทั้งชนิดกลมและสี่เหลี่ยมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 –24 นิ้ว และสี่เหลี่ยมขนาด 5 - 20 นิ้ว 

วัตถุดิบที่ใช้
ไม้มะขามขนาดต่าง ๆ

กระบวนการผลิต
ผ่าไม้มะขามขนาดหน้าตัดตามต้องการ ปอกเปลือก กลึงให้กลมด้วยเครื่องกลึง ไสปรับหน้าให้เรียบทั้ง 2 หน้า ขัดด้วยกระดาษทราย นำไปตากแดด และนำไปจำหน่าย

การใช้/ประโยชน์
ใช้เป็นวัสดุงานบ้าน งานครัว ในการรองสับ/หั่นอาหาร

สนนราคา
ขนาด (Size : cm)
ถ้ากว้าง 5 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว
     - ราคาขายส่ง 5 บาท
     - ราคาขายปลีก 10 บาท


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
28
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

ประกอบอาชีพทำพวงกุญแจจากไม้มะขาม ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หน้าสนใจ เรามาดูรูปแบบการดำเนินการเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ

  1. ขอซื้อกิ่งมะขามในท้องถิ่น จะได้ในราคาที่ถูก
  2. มีใช้ใบสั่งสินค้าจะมีรูปแบบ ,ขนาดและจำนวนสินค้าจากทางร้านที่สั่ง
  3. ผลิตสินค้าตามใบสั่งจากทางร้านโดยใช้เวลาการผลิตประมาณ 15 วัน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
    - ตัดขนาดไม้
    - ตัดไม้ตามขนาดแล้วไม้แล้วนำไปตากให้แห้งใช้เวลา 5 วัน ถ้าไม่แห้งจะใช้เครื่องอบซึ่งประดิษฐ์ขึ้นเองใช้เวลา 3 วัน
    - จากนั้นใช้แท่นสว่านขัดผิวให้เรียบ
    - เจาะรูใส่ห่วงและชุปแลคเกอร์และเคลือบน้ำยาเคลือบเงาอีก 1 ครั้ง
    - แพคสินค้าใส่กล่อง
    - จัดส่งผลิตภัณฑ์ที่เสร็จแล้ว
  4. ถ้าผลิตพวงกุญแจได้ส่งสินค้าเดือนละ 3,000 ชิ้น ชิ้นละ 3 บาท 9,000 /เดือน ราคาขาย 4 บาท/ชิ้น ราคาต้นทุน 1 บาท/ชิ้น

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind
เนื้อ เนื้อมะขามเริ่มใช้เป็นประโยชน์ได้ตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อน ๆ โดยนำมาใช้ปรุง อาหาร เช่น ทำน้ำพริกมะขามอ่อน หรือใช้บริโภคสด ๆ ร่วมกับพริกเกลือ หรือกะปิหวาน ฝักสดที่แก่จัดเมล็ดเริ่มเปลี่ยนสีแต่เปลือกยังไม่ล่อน นิยมใช้ทำมะขามแช่อิ่ม บางครั้งก็นิยมนำมาเผาไฟจนเกรียมหรือหมกในขี้เถ้าควันไฟแล้วแกะเปลือกออกใช้รับประทานได้ เมื่อฝักมะขามแก่จัดเมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อมีสีขาวหรือบริเวณผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนบ้างแล้ว เปลือกแยกออกจากเนื้อ เรียกกันว่า “ฝักคาบหมู” ฝักคาบหมูของมะขามหวานจะมีรสหวานอมเปรี้ยวซึ่งกล่าวกันว่ามีรสชาดอร่อยมาก ประโยชน์ของฝักมะขาม มีมากมาย
มะขามเปรี้ยวที่แก่จัดและเปลือกหุ้มฝักเปราะดีแล้ว เมื่อแกะเอาเปลือกออกเนื้อภายในเรียกว่ามะขามเปียก มะขามเปียกนอกจากใช้ใส่ในแกงต่าง ๆ เพื่อปรุงรสแล้ว ยังใช้ทำน้ำมะขาม มะขามกวน มะขามแก้ว ทางประเทศอินเดียและบริเวณใกล้เคียงใช้ทำจัตนี ใช้มะขามดองปลาเพื่อดับกลิ่นคาว และใช้ใส่ในแกงกะหรี่ ทางประเทศอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปใช้ทำซอส ส่วนในอเมริกาใช้ทำเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ นอกจากนี้เนื้อมะขามยังมีประโยชน์ในด้านทำความสะอาดภาชนะที่เป็นทองแดง และ ทองเหลืองได้ดีอีกด้วย
มะขามมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ในประเทศมอริเชียสใช้เนื้อมะขามผสมเกลือรักษาโรคปวดตามข้อและตามกล้ามเนื้อ ในประเทศฟิลิปปินส์ใช้เป็นยาระบาย ยาถ่ายพยาธิของสัตว์โดยผสมกับน้ำเกลืออุ่น ๆ ฉีดสวนเข้าทางทวารของสัตว์ ส่วนประเทศไทยมักใช้เนื้อมะขามผสมในยาแผน-โบราณต่าง ๆ ใช้แก้เสมหะ แก้หวัด และผสมกับปูนแดงปิดพอกฝี
เปลือกฝัก เปลือกของมะขามแก่ที่แกะแยกเนื้ออกไปแล้วนำมาใช้เป็นยาฝาดสมาน ทางภาคเหนือของประเทศไทยใช้เปลือกตำให้แตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ ผสมกับยาสูบพื้นเมืองช่วยทำให้รสชาดยาสูบกลมกล่อมดียิ่งขึ้น
ใบ ใบอ่อน ใบหรือยอดมะขามอ่อนนิยมใช้ปรุงอาหารไทย เช่น ใช้แกงส้ม ใส่ต้ม ส้มปลาเค็ม ต้มปลาสลิด ต้มไก่
ใบแก่ ในประเทศอินเดียใช้ใบแก่มาสกัดสีออกเพื่อทำสีย้อมผ้าในประเทศมาลากาซี (ชื่อเดิมคือมาดากัสการ์) ใช้เป็นยาขับพยาธิ และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ในแอฟริกาตะวันตกใช้ใบมะขามแห้งมาบดรักษาแผลและโรคพิษสุราเรื้อรัง ขับเสมหะ แก้บิด แก้ไอ นอกจากนี้ยังมีผู้เคยนำใบมะขามมาเคี้ยวแล้วนำไปวางบนแผลที่ถูกงูกัดเพื่อดูดพิษงู ในประเทศไทยเราใช้ใบมะขามแก่กับใบส้มป่อยต้มน้ำร้อนสระผม หรืออาบน้ำเด็ก เพื่อทำให้ศีรษะและเนื้อตัวสะอาด เด็กที่กำลังเป็นหวัดหากใช้น้ำใบมะขามสระผม ทุกเช้าจะทำให้หายหวัดเร็วขึ้น ใบมะขามต้มกับหัวหอมยังใช้อาบน้ำให้คนไข้ระยะฟื้นไข้และรักษาโรคหวัด ได้อีกด้วย
ลำต้น ไม้มะขามเป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว มีลายละเอียดสวยงามมาก นำมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ได้หลายอ่าง เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ด้ามจอบ ด้ามเสียม ทำเขียงและเผาเป็นถ่านจะให้ถ่านที่มีคุณภาพดี
ราก ในตอนเหนือของประเทศไนจีเรียใช้ส่วนของรากมะขามรักษาโรคเรื้อน
เปลือกและรก เปลือกรกของมะขามมีสรรพคุณเป็นยาในประเทศแทนซาเนีย ใช้รกและเนื้อทำความสะอาดเครื่องทองแดงและทองเหลือง และยังใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามแปรรูป by Tamarind

การทำไวน์ผลไม้

          ไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 13 % นิยมทำจากผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะยม มะขาม
โดยใช้เชื้อยีสหมักน้ำตาลในน้ำผลไม้ เป็นเวลาประมาณ 7 วัน จนถึง 1 เดือน

อุปกรณ์ที่ใช้ทำไวน์
    1.ปากขวดแคบ ความจุ 3 ลิตร-20 ลิตร
    2.สำลีหรือหลอดดักอากาศ
    3. อุปกรณ์เครื่องครัว เช่น หม้อต้ม เตาแก๊ส มีด กรวย ทับพี เขียง ผ้าขาวบางสะอาด ตะแกรง หรือ กระชอน
    4. เทอร์โมมิเตอร์

เชื้อยีสที่ใช้หมักไวน์  มี 2 ชนิด
   1. ยีสต์สด เป็นเชื้อยีสต์สายพันธุ์บริสุทธิ์ใช้หมักไวน์จะได้รสชาติดี ในการใช้ต้องเตรียมลงในน้ำผลไม้ เพื่อให้ยีสต์มีความแข็งแรงเต็มที่ ก่อนผสมลงในถังหมักขนาดใหญ่
   2. ยีสต์แห้ง เป็นเชื้อยีสต์ชนิดเดียวกับที่ใช้หมักขนมปัง มีจำหน่ายทั่วไป ขนาดการใช้  2 ช้อนชาต่อน้ำผลไม้ 20 กิโลกรัม

การเตรียมหัวเชื้อยีสต์สด
                นิยมเตรียมในน้ำผลไม้ที่จะทำไวน์ วิธีคือ ต้มน้ำผลไม้ตามสัดส่วนบรรจุขวดปากแคบ เช่น ขวดแม่โขงประมาณครึ่งขวด เมื่อน้ำผลไม้เย็นลง ให้เติมยีสต์สดโดยใช้ยีสต์สด 1 หลอด ต่อน้ำผลไม้ 1 ถึง 2 กิโลกรัม ปิดจุกด้วยสำลีให้แน่น เก็บใว้ประมาณ 1 ถึง 2 วัน ให้สังเกตุ น้ำผลไม้ที่มีเชื้อยีสต์เต็มที่ขุ่นขึ้น และเดือด จึงให้เติมลงในถังหมักขนาดใหญ่ โดยใช้หัวเชื้อ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำผลไม้ 10 กิโลกรัม ( เชื้อยีสสดมีขายที่ ร้านขายเชื้อเห็ด หน้า ม.เกษตรศาสตร์ )

วิธีการหมักไวน์
1. หลังจากเติมเชื้อยีสต์แล้ว ปิดจุกด้วยสำลี หรือหลอดดักอากาศ นำไปหมักใว้ ประมาณ 7 วัน ถึง 1 เดือน โดยสังเกตุปฏิกริยาเมื่อการหมักสิ้นสุดลง( น้ำผลไม้จะเริ่มใสไม่มีฟองอากาศจากการเดือด และมักจะมีตะกอนข้นขุ่น
2. อากาศหรืออุณภูมิรอบ ๆถังหมักไม่ควรสูงเกินไป ถ้าอากาศร้อนมากควรแช่ถังหมักใว้ในน้ำตลอดเวลา

การปฏิบัติหลังการหมัก
       1. เมื่อการหมักสิ้นสุดลง ให้ทำการฆ่าเชื้อยีสต์ที่ยังเหลืออยู่ทันที หากปล่อยทิ่งใว้ ไวล์จะเสีย หรือกลายเป็นน้ำส้มสายชูหมักไปเลย
       2. วิธีการฆ่าเชื้อยีสต์ ทำได้ 2 วิธี
              2.1 ต้มในหม้อต้ม โดยระวังไม่ให้ไวน์เดือด ให้ใช้อุณภูมิในการต้มเพียง 75 องศาเซนเซียส เป็นเวลาเพียง 15 นาที
              2.2 ใช้สารเคมี โปรแตสเซี่ยมเมตาไบซัลไฟต์ 2 กรัม ต่อไวล์ 20 ลิตร ปล่อยทิ้งใว้ 24 ช.ม. จึงถ่ายไวน์ออกจากถังหมักนำไปบ่มไว้ในห้องเย็นเพื่อให้ไวน์ใส ก่อนบรรจุขวดจำหน่ายต่อไป

 

ส่วนผสม
      1.สับปะรดปลอกเปลือกสับละเอียด
      2. น้ำตาลทราย
      3. เชื้อยีสต์
      4. น้ำสะอาด

วิธีการทำ
      1. ต้มสับปะรดในน้ำ โดยใช้อัตราส่วน สับปะรด 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 2 ส่วน ให้คั้นกรากออก
      2. เติมน้ำตาลโดยใช้น้ำสับปะรด 8 กิโลกรัม และน้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม
      3. ต้มให้เดือด แล้วบรรจุลงภาชนะขวดปากแคบ(ขวดแม่โขง)ที่ลวกเตรียมใว้แล้ว ปิดฝาขวดแล้วทิ้งใว้ให้เย็น
      4. เปิดฝาขวดแล้วนำเชื้อยีสต์ที่เตรียมใว้มาเติมลงในขวดแล้วปิดฝาขวดด้วยสำสีหรือหลอดดักอากาศ
      5. หมักใว้ 7 วัน ถึง 1 เดือน จึงทำการฆ่าเชื้อยีสต์ที่เหลืออยู่แล้วถ่ายไวน์ออกจากถังหมักนำไปบรรจุขวดแล้วแช่เย็นเพื่อให้ไวน์ใสต่อไป

ข้อควรระวังในการทำไวน์
   ความสะอาดของเครื่องมือ และ ควรตรวจสอบขั้นตอนการหมักทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไวน์เสีย
       

ไวน์กระเจียบ
  ส่วนผสม
     1. น้ำสะอาด             10        กิโลกรัม
     2. เนื้อกระเจียบแห้ง   2        ขีด
     3. น้ำตาลทราย          1.90    กิโลกรัม
     4. ยีสต์                      1         ช้อนชา

  วิธีการทำ
     1. ต้มน้ำให้เดือด พอน้ำเดือดให้ใส่กระเจียบแห้งลงไป 10 นาที
     2. กรองเอากรากออกด้วยผ้าขาวบาง
     3.ตั้งไฟแล้วใส่น้ำตาลลงไปให้เดือดสัก 5 นาที
     4. ยกลงแช่น้ำเย็น
     5. ใส่ยีสต์ลงไปแล้วนำใส่ถังหมักต่อไป
     6. ให้ใส่สายยางลงไปในถังหมักไม่ให้ปลายสายยางด้านในถังจมน้ำไวน์ใว้เพื่อไม่ให้อากาศภายนอกเข้าถังโดยผ่านอากาศภายในถังหมัก หลังจากนั้นใช้ดินน้ำมันพอกปากถังให้สนิทไม่ให้รั่ว แล้วทิ้งใว้ประมาณ 7 ถึง 15 วัน
    7. แล้วนำไปต้มฆ่าเชื้อที่อุณภูมิ 75 องศาเซนเซียส แล้วนำมาแช่น้ำเย็นเพื่อทำการ น็อกเชื้อ


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

“มะขามแปรรูป อีกลู่ทางยกระดับคุณภาพชีวิตของไพรัตร โสภาบุญ แกนนำกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ สร้างมูลค่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน”

แปรรูปมะขาม                              
       แหล่งผลิตมะขามหวานที่ขึ้นชื่อลือนามและเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนทั่วไปคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดเพชรบูรณ์ดินแดนแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือน และหากใครได้ลิ้มลองรสชาติที่หอมหวานของมะขามแล้วรับรองได้ว่าจะต้องติดอกติดใจไปตามๆกันแต่ในมุมกลับกันรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนเข็ดฟันก็คงยังหลงเหลืออยู่ในมะขามตามท้องถิ่นและด้วยรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนไม่มีใครอยากจะลิ้มลองเป็นรอบที่สองจึงส่งผลให้มะขามมีประโยชน์เพียงเพื่อปรุงแต่งรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมเท่านั้น
          แต่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้คิดเช่นนั้น กลับคิดว่ามะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวนี้แหละที่จะสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่อีกทางหนึ่ง โดยการนำมะขามเปรี้ยวมาแปรรูปเป็นของดองเพื่อสร้างมูลค่าให้กับมะขามตามท้องถิ่นได้หลายเท่าตัวโดยมีคุณไพรัตร โสภาบุญ เป็นกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขี้นาคแผนใหม่แนวความคิดเกี่ยวกับการแปรรูปมะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวให้กลายเป็นเงินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรคงต้องลองไปถามประธานกลุ่มฯ คนเก่งกันดู   

          คุณไพรัตร เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ดั้งเดิมนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของที่นี้ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร   การค้าขายรับจ้างทั่วไปและบางรายมีการปลูกมะขามเปรี้ยวไว้เพื่อขายบางส่วนซึ่งแต่เดิมมะขามดิบจะขายได้เพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาทเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่ายที่แสนจะถูกจึงผลักดันให้เกิดกระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า เริ่มจากการทำภายในครัวเรือนก่อน (ต่างบ้านต่างทำ) แต่ก็ยังมีปริมาณมะขามแปรรูปไม่เพียงพอที่จะส่งเข้าสู่ท้องตลาด จึงได้เกิดการรวมตัวของแม่บ้านและจัดตั้งกลุ่มทำมะขามแปรรูปขึ้นในปี 2536 จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 87 คน 

        และกองหนุนกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทางด้านสินเชื่อในวงเงิน 500,000 บาท เพื่อเป็นต้นทุนการผลิตในด้านวัตถุดิบ และได้เตรียมวางแผนเกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มแม่บ้านบ้านขี้นาคแผนใหม่ให้มีการพัฒนาด้านการผลิตการแปรรูปมะขามให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าอื่นๆนอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปต่างๆ เพื่อผลิตสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านทางพ่อค้าคนกลางอีกด้วย

นื่องจากในพื้นที่ตำบลวังบาลมีผลผลิตมะขามเป็นจำนวนมากจึงได้มีการรวมตัวจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเพื่อแปรรูปมะขามและเพิ่มมูลค่ายอดผลิต โดยสมาชิกทุกคนจะร่วมมือร่วมใจกันทั้งด้านความคิดและแรงงานมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นสัดส่วนฝ่ายหญิง(แม่บ้าน) จะรับผิดชอบงานในส่วนของขั้นตอนการผลิต ส่วนฝ่ายชาย (พ่อบ้าน) จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบในแต่ละวัน  โดยมีคุณแสงเพชร ทองเพ็ง สามีของคุณไพรัตร เป็นแกนนำสำคัญ ซึ่งคนที่จะสามรถทำหน้าที่นี้ได้จะต้องสามารถคัดเลือกมะขามได้ว่าควรเก็บฟักแบบใดมีลักษณะอย่างไรจึงจะแก่กำลังดี โดยมีแหล่งรับซื้อหลักอยู่ที่จังหวัดเลย(เนื่องจากคุณภาพของมะขามจะดี ฟักสวย มีรสเปรี้ยวเหมาะแก่การนำมาแปรรูปเป็นอย่างยิ่ง) ราคารับซื้อมะขามกิโลกรัมละ 2-3 บาท ค่าใช้จ่ายในการเก็บและการหาวัตถุดิบแบ่งออกเป็นค่าจ้างคนตัดกิโลกรัมละ 2 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกประมาณ 3 บาท เฉลี่ยแล้วจะมีต้นทุนการผลิตประมาณ 8 บาท/กิโลกรัม 

        หลังจากที่พ่อบ้านตื่นตั้งแต่ ตี 3 - ตี4 เพื่อออกไปเก็บมะขามที่จังหวัดเลย ทางแม่บ้านก็จะคอยจัดเตรียมอุปกรณ์ คอยต้มน้ำให้เดือดเพื่อรอมะขามมาต้มในตอนเช้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการแปรรูปนั้นก็จะมี
       - เชื้อเพลิง
       - ภาชนะสำหรับต้มน้ำร้อน   (ถังน้ำมัน 200 ลิตร  ตัดครึ่ง)
       - ภาชนะในการใส่เปลือก   ตะกร้า  กาละมัง  มีมีด และถุงมือ
       - ปูน,เกลือ
       - และมะขามที่มีรสเปรี้ยว

ขั้นตอนในการแปรรูป      
       หลังจากเก็บมะขามมาเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายแม่บ้านจะเริ่มขั้นตอนแปรรูปทั้งที โดยเริ่มจากการคัดเลือกฝักมะขามและทำความสะอาดแล้วนำไปลวกในน้ำเดือดนานประมาณ0.5-1นาทีซึ่งระยะเวลาในการลวกจะขึ้นอยู่กับความหนาของเปลือกมะขาม หากเปลือกหนาจะต้มนานประมาณ 1นาที แต่ถ้าเปลือกบางต้มเพียงแค่ครึ่งนาทีก็พอ ซึ่งขั้นตอนในการลวกมะขามนั้นค่อนข้างมีความสำคัญต้องกะระยะเวลาให้พอดี หากลวกเร็วเกินไปเปลือกมะขามก็ไม่ร่อน ทำให้แกะเปลือกยาก แต่ถ้าลวกนานเกินไปมะขามก็จะเละ ไม่สามารถนำไปแปรรูปได้ หลังจากลวกเสร็จแล้วให้นำไปแช่ในน้ำเย็น แล้วส่งให้กับแม่บ้านที่ทำหน้าที่แกะเปลือกและเอาเม็ดออกจากฝักเสร็จแล้วจึงนำมะขามไปแช่ในน้ำปูนและน้ำเกลือที่ผสมไว้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก็ถือว่าเสร็จขั้นตอนการแปรรูป จะเหลือเพียงขั้นตอนบรรจุถุงเพื่อรอส่งขายให้กับร้านค้าและพ่อค้าคนกลางเพื่อนำไปแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มต่อไป

กำลังการผลิต
       ในแต่ละวันจะรับซื้อมะขามดิบมาประมาณ 1 ตัน และจะสามารถแปรรูปเป็นมะขามดองเปรี้ยวได้   500 กิโลกรัม (ใช้คนทำประมาณ 10 กว่าคนถึงจะเสร็จ)

การตลาด   
      เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจน้ำมันราคาแพงบวกกับค่าใช้จ่ายในการผลิตที่สูงขึ้นจึงทำให้ราคาจำหน่ายมะขามดองเปรี้ยวในขณะนี้ตกกิโลกรัมละ 20 บาท (เดิมกิโลกรัมละ 17-18 บาท) โดยทางกลุ่มแม่บ้านฯ จะนำมะขามดองเปรี้ยวไปส่งให้กับร้านค้าในท้องถิ่นอีกต่อหนึ่ง เพื่อทำการแปรรูปแช่อิ่มต่อไป

ลู่ทางการสร้างมูลค่าให้กับมะขามเปรี้ยวตามท้องถิ่นดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชาวบ้านขี้นาคแต่เมื่อผู้เขียนได้ยินว่า หากนำมะขามดองเปรี้ยวไปแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่มแล้ว จะสามารถจำหน่ายได้กิโลกรัมละ 90 บาท ได้ฟังแล้วก็น่าเสียดายแทนกลุ่มแม่บ้านฯ ทำไมจึงไม่ทำเป็นมะขามแช่อิ่มไปเลย ทั้งๆ ที่ทางกลุ่มก็เป็นผู้ทำดองเปรี้ยวอยู่แล้ว เพียงแค่เพิ่มขั้นตอนแช่อิ่มเข้าไปก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จากกิโลกรัมละ 20 บาท กลับกลายเป็น 90 บาท แต่เมื่อได้รับคำตอบจากคุณไพรัตรกลับมาว่า กลุ่มแม่บ้านฯ ยังขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการแปรรูปมะขามแช่อิ่ม ไปถามที่ร้านแช่อิ่มเขาก็ไม่บอกกลัวว่าเราจะทำแข่ง ซึ่งทางกลุ่มก็จะพยายามหาทางไปสู่จุดมุ่งหมายให้ได้ และสิ่งนี้คือความปรารถนาสูงสุดของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ทาง ธ.ก.ส. ในฐานะธนาคารพัฒนาชนบทได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้วในปัจจุบันซึ่งผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับข่าวดีจากทางกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ในไม่ช้านี้…การกระจายรายได้สู่ชุมชนก็เปรียบเสมือนกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน.ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณไพรัตร โสภาบุญ บ้านเลขที่ 28 ม.12 ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ โทร.08-1284-9896   

       แหล่งผลิตมะขามหวานที่ขึ้นชื่อลือนามและเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนทั่วไปคงจะหนีไม่พ้นจังหวัดเพชรบูรณ์ ดินแดนแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือนและหากใครได้ลิ้มลองรสชาติที่หอมหวานของมะขามแล้วรับรองได้ว่าจะต้องติดอกติดใจไปตามๆ กัน แต่ในมุมกลับกันรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนเข็ดฟันก็คงยังหลงเหลืออยู่ในมะขามตามท้องถิ่น และด้วยรสชาติที่แสนจะเปรี้ยวจนไม่มีใครอยากจะลิ้มลองเป็นรอบที่สองจึงส่งผลให้มะขามมีประโยชน์เพียงเพื่อปรุงแต่งรสชาติของอาหารให้กลมกล่อมเท่านั้น แต่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้คิดเช่นนั้นกลับคิดว่ามะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวนี้แหละที่จะสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่อีกทางหนึ่ง โดยการนำมะขามเปรี้ยวมาแปรรูปเป็นของดองเพื่อสร้างมูลค่าให้กับมะขามตามท้องถิ่นได้หลายเท่าตัว โดยมีคุณไพรัตร โสภาบุญ เป็นกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขี้นาคแผนใหม่แนวความคิดเกี่ยวกับการแปรรูปมะขามที่มีรสชาติเปรี้ยวให้กลายเป็นเงินนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร คงต้องลองไปถามประธานกลุ่มฯ คนเก่งกันดู   
      
        คุณไพรัตร เล่าถึงความเป็นมาให้ฟังว่า ดั้งเดิมนั้นประชาชนส่วนใหญ่ของที่นี้ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร   การค้าขาย รับจ้างทั่วไป และบางรายมีการปลูกมะขามเปรี้ยวไว้เพื่อขายบางส่วน ซึ่งแต่เดิมมะขามดิบจะขายได้เพียงกิโลกรัมละ 2-3 บาทเท่านั้น ด้วยราคาจำหน่ายที่แสนจะถูกจึงผลักดันให้เกิดกระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่า เริ่มจากการทำภายในครัวเรือนก่อน (ต่างบ้านต่างทำ) แต่ก็ยังมีปริมาณมะขามแปรรูปไม่เพียงพอที่จะส่งเข้าสู่ท้องตลาด จึงได้เกิดการรวมตัวของแม่บ้านและจัดตั้งกลุ่มทำมะขามแปรรูปขึ้นในปี 2536 จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 87 คน      

       และกองหนุนกำลังสำคัญของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านขี้นาคแผนใหม่ ก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทางด้านสินเชื่อในวงเงิน 500,000 บาท เพื่อเป็นต้นทุนการผลิตในด้านวัตถุดิบและได้เตรียมวางแผนเกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มแม่บ้านบ้านขี้นาคแผนใหม่ให้มีการพัฒนาด้านการผลิตการแปรรูปมะขามให้มีคุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าอื่นๆนอกจากนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปต่างๆ เพื่อผลิตสินค้าของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านทางพ่อค้าคนกลางอีกด้วย


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด ประโยชน์ของมะขาม by Tamarind
เมล็ด เมล็ดมะขามที่คั่วหรือต้มแล้วใช้บริโภคได้ ในแถบอ่าวแบงกอลใช้รักษาโรคบิด น้ำต้มเมล็ดรักษาฝี เมล็ดมะขามคั่วแล้วและกะเทาะเอาเปลีอกออกใช้รับประทานแก้โรคท้องร่วง โรคบิด อาเจียน และเป็นยาถ่ายพยาธิ เนื้อในเมล็ดมะขามนี้เป็นแหล่งที่ให้แป้งที่มีคุณภาพดีอีกด้วยในประเทศอินเดีย นำเนื้อนี้มาบดให้ละเอียดใช้สำหรับทำกาวซึ่งมีคุณภาพสูงแทนการใช้แป้งข้าวเจ้า ทำให้สามารถลดปริมาณ การใช้แป้งข้าวเจ้าและแป้งจากสาคูที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ เครื่องทอและทำกระสอบป่านลงได้ ทำให้อินเดียสงวนข้าวไว้สำหรับการบริโภคได้ถึงปีละ 40 ล้านบาท นอกจากนี้แป้งดังกล่าวยังนำมาใช้ทำอาหารชั้นดี และทำโรตี เนื่องจากแป้งในเมล็ดมะขามมีคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่า เจลโลส (Jellose) ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวุ้น ฉะนั้นเมื่อผสมเข้ากับสารละลายบอแรกซ์ และจะใช้ทำเป็นแป้งกาวได้อย่างดีเลิศเพราะมีความเหนียวดีมาก แป้งชนิดนี้ยังใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำผ้าดอก เพื่อใช้พิมพ์ลวดลายลงบนแผ่นยางอีกด้วย นอกจากนี้น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดยังนำมาใช้ประกอบอาหารใช้เป็นน้ำมันขัดเงา หรือผสมสีทาบ้าน ใช้เป็นน้ำมันตะเกียง ในประเทศอินโดนีเซียใช้เป็นยารักษาเส้นผม
เปลือกเมล็ด เปลือกสีน้ำตาลที่หุ้มเมล็ดนั้นเมื่อกะเทาะเอาเนื้อสีขาวข้างในออกไปแล้ว อาจนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ หรือนำมาผสมกับสารส้ม และยางสนเพื่อใช้ทำสีย้อมผ้าและขนแกะก็ได้

อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 
27
ก.พ.
โพสในหมวด มะขามพืชเศรษฐกิจ by Tamarind

     นางสังเวียน จันทมาลา เริ่มอาชีพทำสวนมะขามหวานตั้งแต่ปี 2511 บนเนื้อที่ 40 ไร่ เลขที่ 120/1 หมู่ 1 ริมถนนสระบุรี-หล่มสัก บ้านยาวี ต.วังชมพู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ และจำหน่ายกิ่งพันธุ์และมะขามหวานฝัก ตามงานเทศกาลต่าง ๆ ภายในจังหวัด ปี 2549 เริ่มตั้งร้านจำหน่ายมะขามหวานฝักที่บริเวณด้านหน้าของสวนโดยตั้งชื่อว่า “ไร่บุญคง” ตามชื่อสกุลเดิมของตนเอง

     ในปี 2537 ราคามะขามหวานตกต่ำ มาก นางสังเวียนจึงแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิต ภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น มะขามคลุกน้ำตาล มะขามคลุกบ๊วย จนมีชื่อเสียงติดตลาด ผลิตสินค้าไม่ทันจึงตั้ง กลุ่มแปรรูปมะขามหวานบ้านยาวี โดย นางสังเวียน เป็นประธานกลุ่ม

     นางสังเวียน ปลูกมะขามหวานพันธุ์ขันตี 20 ไร่ ที่เหลืออีก 20 ไร่ ปลูกพันธุ์การค้าอีก 3 พันธุ์คือ ศรีชมพู สีทอง และประกายทอง รวมเป็น 40 ไร่ โดยปลูกในสภาพไร่ ระยะปลูก 10×10 เมตร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของจังหวัดเพชรบูรณ์ล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จะเห็นว่า มะขามหวานของจังหวัดเพชรบูรณ์มีรสชาติหวาน หอม อร่อย เนื้อมะขามมีเนื้อสวยสม่ำเสมอ หนา นุ่ม เหนียว ไม่ชื้นแฉะ สาแหรกหุ้มเนื้อมีน้อย เปลือกของฝักมีสีน้ำตาลขาวนวล ซึ่งแตกต่างจากแหล่งอื่น

     นางสังเวียนได้ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นมะขามหวานสมบูรณ์มากขึ้น สามารถตัดฝักในรุ่นที่สองอีก ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่วนแหล่งน้ำได้ขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี สารเคมีที่ ใช้ไม่มากนัก มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงในช่วงแตกใบอ่อนก่อนออกดอกบ้างตามความจำเป็น การเก็บเกี่ยวมะขามหวานจะให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป โดยจะสุกและเก็บเกี่ยวได้ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป สวนของนางสังเวียน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 19 ตันในปีที่ผ่านมา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จะนำมาผึ่งแดดประมาณ 2 แดด หรืออบไอร้อน แต่ถ้าต้องการเก็บไว้ข้ามปีกรณีที่ราคาตกต่ำ นางสังเวียนก็นำผลผลิตของตนเองและของสมาชิก กลุ่มเก็บไว้ในห้องเย็นที่สามารถจุได้กว่า 100 ตัน สร้างเมื่อปี 2541 มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

     นางสังเวียน ได้เสียสละพื้นที่ของไร่ บุญคงเป็นตลาดกลางสำหรับให้สมาชิกในกลุ่มมา จำหน่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยมะขามหวานฝักและมะขามหวานแปรรูป เช่น มะขามแกะเมล็ด มะขามหวานคลุกน้ำตาล มะขามหวานคลุกบ๊วย มะขามหวานคลุกไอซิ่ง มะขามหวานแช่อิ่ม ล่าสุดทำ มะขามจี๊ดจ๊าด ออกมาทำตลาดได้ดีมาก โดยเฉพาะลูกค้าสุภาพสตรีชอบมาก สำหรับมะขามศรีชมพูแกะเมล็ด จะเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มเพราะได้รับรางวัล โอทอป 5 ดาว เมื่อปี 2549 ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของนางสังเวียนมีคุณภาพเพราะหน่วยงาน ราชการที่สนับสนุนจะช่วยตรวจสอบให้ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานอาหารและยาจากกระทรวงสาธารณสุข มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง นางสังเวียน เป็นผู้ใฝ่รู้ สนใจและเข้า รับการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ มี การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ มีการคัด เกรดผลผลิต พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสวยงามน่าสนใจเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศและที่ สำคัญนางสังเวียนได้ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ใน โครงการนำร่อง จัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “มะขามหวานเพชรบูรณ์” (Geographic Indication : GI) ตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันให้สำเร็จเพื่อชาวเพชรบูรณ์จะได้รับผล ประโยชน์ในฐานะเมืองมะขามหวานสมดังคำขวัญของจังหวัด

     ผู้สนใจจะไปศึกษาดูงาน โปรดติดต่อ นางสังเวียน จันทมาลา บ้านเลขที่ 120/1 หมู่ที่ 1 ถนนสระบุรี-หล่มสัก ต.วังชมพู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โทร. 0-5656-8240 หรือ 08-4237-2956.


อ่านรายละเอียดบทความนี้    No Comments »  
 


 หน้าที่ 1 จาก 7 

 1  2  3  4  5 » ...  หน้าสุดท้าย » 


 

;