มะขาม.com - Tamarind Blog

6
มี.ค.

     ในปัจจุบันมีความต้องการสารกันหืนมากขึ้น เนื่องจากการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อเก็บรักษาอาหารให้มีกลิ่น สี และรสที่ดีได้นาน ๆ มีมากขึ้น แต่ในอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบจะถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย เกิดสารพวก peroxide ขึ้น ซึ่งถ้ามี peroxide ในปริมาณมากพอจะทำให้อาหารนั้นมีกลิ่น สี และรสเปลี่ยนไป ดังนั้นเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่อาจเกิดขึ้น ควรให้อาหารนั้นสัมผัสกับออกซิเจนน้อยที่สุด หรือเติมสารกันหืน (antioxidants) ทำให้เกิดการเหม็นหืนช้าลง ซึ่งสารกันหืนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร, เครื่องสำอาง และยา เป็นสารกันหืนที่ได้จากการสังเคราะห์ เช่น BHA (Butyrated hydroxyanisol) และ BHT (Butyrated hydroxytoluene) ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่แล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันสารกันหืนที่ได้จากธรรมชาติ เช่น Vitamin E หรือ อัลฟ่า-tocopherol ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากพบว่ามีอันตรายต่อการบริโภคน้อยกว่า จึงมีความพยายามที่จะสกัดสารกันหืนจากธรรมชาติ   ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการสกัดจะได้จากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่น ชา และพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น

     มะขามจัดเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่ อายุประมาณ 100 ปี ปลูกได้ทุกภาคของประเทศสามารถทนอากาศแห้งแล้งและมลภาวะต่าง ๆได้ดีจึงนิยมปลูกตามริมถนน มะขามนับได้ว่าเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ลำต้นนิยมนำมาทำด้ามมีด, ด้ามจอบ และเขียง เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีความทนทานสูง ส่วนเนื้อมะขามนอกจากใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้สารประเภทกัม (gum) คือเจลโลส (jellose) ที่ได้จากเนื้อในเมล็ดมะขาม สำหรับเปลือกเมล็ดมะขามมีสีน้ำตาล นอกจากใช้เป็นสีย้อมผ้าได้แล้ว ยังมีสารซึ่งมีคุณสมบัติต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ (antioxidant) สามารถใช้เติมในอาหารและเป็นส่วนผสมในยา หรือเครื่องสำอางได้

     สำหรับเทคนิคการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวด (supercritical fluid extraction) เป็นวิธีการสกัดที่ได้รับความสนใจมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่าการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่สามารถแยกตัวทำละลายออกมาได้หมดสมบูรณ์ ทำให้มีตัวทำละลายตกค้างอยู่ ส่วนตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวดที่ได้รับความสนใจมาก คือ คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวด (supercritical carbondioxide) เพราะมีจุดวิกฤติที่ต่ำ คือที่สภาวะความดัน 72.8 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 31.1องศา ซึ่งในสภาวะวิกฤตยิ่งยวดนี้ คาร์บอนไดออกไซด์จะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายอย่างดีสามารถแยกออกจากผลิตภัณฑ์ได้ง่ายหลังจากสิ้นสุดการสกัดแล้ว ทำให้ไม่ตกค้างในผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังไม่เป็นพิษ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยข้อดีเหล่านี้ส่งผลให้ มีการประยุกต์ใช้คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวดในงานสกัดต่าง ๆ มากขึ้น เช่น นำไปสกัดนิโคตินออกจากใบยาสูบ นำไปสกัดไขมันออกจากถั่วเหลืองนำไปสกัดอัลฟาแอซิดเรซิน (alpha-acid-rasins) ออกจากดอกฮ๊อป (hop) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์ นำไปสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ และยังพบว่าคาร์บอนไดออกไซด์วิกฤติยิ่งยวดสามารถนำมาสกัดสารกันหืนออกจากเมล็ดมะขาม และเปลือกเมล็ดมะขามได้ จึงได้ศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารกันหืนออกจากเปลือกมะขามโดยใช้เทคนิคนี้ เพื่อที่จะนำสารกันหืนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อไป

ข้อมูลโดย :
ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เชื้อประเสริฐ  (หัวหน้าโครงการ)
Supaporn Chuaprasert. (Asst. Prof.)
ดร.วิไล ลือวิสุทธิชาติ
Wilai Luewisutthichat. (Lecturer.)
อ.ละเอียด เพ็งโสภา
La-eid Pengsopar. (Lecturer)
ภาควิชาวิศวกรรมเคมี
โทรศัพท์ 427-9221-33 โทรสาร 428-3534


This entry was posted on วันศุกร์, มีนาคม 6th, 2009 at 11:16 am and is filed under งานวิจัยเกี่ยวกับมะขาม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.
 

Comments are closed.





 

;