ในปัจจุบันมีความต้องการสารกันหืนมากขึ้น เนื่องจากการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อเก็บรักษาอาหารให้มีกลิ่น สี และรสที่ดีได้นาน ๆ มีมากขึ้น แต่ในอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบจะถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย เกิดสารพวก peroxide ขึ้น ซึ่งถ้ามี peroxide ในปริมาณมากพอจะทำให้อาหารนั้นมีกลิ่น สี และรสเปลี่ยนไป ดังนั้นเพื่อป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่อาจเกิดขึ้น ควรให้อาหารนั้นสัมผัสกับออกซิเจนน้อยที่สุด หรือเติมสารกันหืน (antioxidants) ทำให้เกิดการเหม็นหืนช้าลง ซึ่งสารกันหืนที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร, เครื่องสำอาง และยา เป็นสารกันหืนที่ได้จากการสังเคราะห์ เช่น BHA (Butyrated hydroxyanisol) และ BHT (Butyrated hydroxytoluene) ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่แล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันสารกันหืนที่ได้จากธรรมชาติ เช่น Vitamin E หรือ อัลฟ่า-tocopherol ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากกว่า เนื่องจากพบว่ามีอันตรายต่อการบริโภคน้อยกว่า จึงมีความพยายามที่จะสกัดสารกันหืนจากธรรมชาติ ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการสกัดจะได้จากพืชเป็นส่วนใหญ่ เช่น ชา และพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น
มะขามจัดเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่ อายุประมาณ 100 ปี ปลูกได้ทุกภาคของประเทศสามารถทนอากาศแห้งแล้งและมลภาวะต่าง ๆได้ดีจึงนิยมปลูกตามริมถนน มะขามนับได้ว่าเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ลำต้นนิยมนำมาทำด้ามมีด, ด้ามจอบ และเขียง เนื่องจากเป็นไม้เนื้อแข็งจึงมีความทนทานสูง ส่วนเนื้อมะขามนอกจากใช้เป็นอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นยาระบายอ่อน ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้สารประเภทกัม (gum) คือเจลโลส (jellose) ที่ได้จากเนื้อในเมล็ดมะขาม สำหรับเปลือกเมล็ดมะขามมีสีน้ำตาล นอกจากใช้เป็นสีย้อมผ้าได้แล้ว ยังมีสารซึ่งมีคุณสมบัติต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ (antioxidant) สามารถใช้เติมในอาหารและเป็นส่วนผสมในยา หรือเครื่องสำอางได้
สำหรับเทคนิคการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวด (supercritical fluid extraction) เป็นวิธีการสกัดที่ได้รับความสนใจมากวิธีหนึ่ง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่าการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่สามารถแยกตัวทำละลายออกมาได้หมดสมบูรณ์ ทำให้มีตัวทำละลายตกค้างอยู่ ส่วนตัวทำละลายวิกฤตยิ่งยวดที่ได้รับความสนใจมาก คือ คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวด (supercritical carbondioxide) เพราะมีจุดวิกฤติที่ต่ำ คือที่สภาวะความดัน 72.8 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 31.1องศา ซึ่งในสภาวะวิกฤตยิ่งยวดนี้ คาร์บอนไดออกไซด์จะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายอย่างดีสามารถแยกออกจากผลิตภัณฑ์ได้ง่ายหลังจากสิ้นสุดการสกัดแล้ว ทำให้ไม่ตกค้างในผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังไม่เป็นพิษ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ด้วยข้อดีเหล่านี้ส่งผลให้ มีการประยุกต์ใช้คาร์บอนไดออกไซด์วิกฤตยิ่งยวดในงานสกัดต่าง ๆ มากขึ้น เช่น นำไปสกัดนิโคตินออกจากใบยาสูบ นำไปสกัดไขมันออกจากถั่วเหลืองนำไปสกัดอัลฟาแอซิดเรซิน (alpha-acid-rasins) ออกจากดอกฮ๊อป (hop) เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเบียร์ นำไปสกัดคาเฟอีนออกจากเมล็ดกาแฟ และยังพบว่าคาร์บอนไดออกไซด์วิกฤติยิ่งยวดสามารถนำมาสกัดสารกันหืนออกจากเมล็ดมะขาม และเปลือกเมล็ดมะขามได้ จึงได้ศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารกันหืนออกจากเปลือกมะขามโดยใช้เทคนิคนี้ เพื่อที่จะนำสารกันหืนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อไป
ข้อมูลโดย : ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เชื้อประเสริฐ (หัวหน้าโครงการ) Supaporn Chuaprasert. (Asst. Prof.) ดร.วิไล ลือวิสุทธิชาติ Wilai Luewisutthichat. (Lecturer.) อ.ละเอียด เพ็งโสภา La-eid Pengsopar. (Lecturer) ภาควิชาวิศวกรรมเคมี โทรศัพท์ 427-9221-33 โทรสาร 428-3534
Comments are closed.