มะขาม.com - Tamarind Blog

28
ก.พ.

1. การอยู่ไฟ  สมัยก่อนขณะที่ภรรยาครรภ์แก่ใกล้จะคลอด สามีต้องไปหาฝืนมาเตรียมไว้ให้ภรรยาสำหรับอยู่ไฟหลังคลอด  ห้ามคนอื่นตัดฟืนแทน  ฟืนที่ใช้ในการอยู่ไฟมักใช้ไม้สะแกหรือไม้มะขาม  เพราะเป็นไม้หาง่ายและเมื่อไหม้เป็นถ่านแล้วจะมีขี้เถ้าน้อย  นอกจากนี้ควรจะมีไม้ทองหลางด้วย  เพราะเชื่อว่ากันปวดมดลูกและแก้พิษเลือด  แต่ถ้าเป็นท้องสาวให้ใช้ฟืนไม้เบญจพรรณ  จะได้คุ้นกับการอยู่ไฟด้วยไม้ต่าง ๆ  ได้ดีเมื่อคลอดลูกคนหลัง ๆ เมื่อมารดาคลอดบุตรแล้วต้องรับประทานส้มมะขามเปียกกับเกลือก่อนนอนไฟ  แล้วอยู่ไฟด้วยเตาเชิงกรานนานถึง 15 - 30 วัน   

 
โดยมีหมอผู้ประกอบพิธีทำน้ำมนต์ประพรมเตาไฟ  เสกข้าวกับเกลือพ่นหลังพ่นท้องผู้ที่จะอยู่ไฟ และพ่นเตาไฟด้วย  พิธีนี้เรียกว่า  ดับพิษไฟ  นอกจากนี้ในพิธีจะต้องประกอบด้วยธูปเทียน ข้าวตอกดอกไม้ หมากพลู และกระทงเล็ก ๆ  ใส่กุ้งพล่าปลายำวาง  4 มุมของเตาไฟ แล้วมารดาต้องกราบไหว้เตาไฟเพื่อระลึกถึงคุณพระเพลิง พระพาย  พระธรณี  และพระคงคา  จากนั้นหมอจะเสกขมิ้นกับปูนทาหลังทาท้อง  แล้วมารดาจึงจะขึ้นไปอยู่ไฟบนกระดาน  และรับประทานยาแก้โลหิตเช้าเย็นจนกว่าจะออกไฟ

2.  การฝังรก  ในสมัยโบราณเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว  หมอตำแยจะตัดรกล้างให้สะอาด  แล้วใส่หม้อตาลใส่เกลือทับรกไว้  เพราะเชื่อกันว่าจะป้องกันไม่ให้ทารกเจ็บป่วยหรือพุพองได้  จากนั้นจึงนำหม้อตาลวางไว้ริมเตาไฟที่มารดาใช้อยู่ไฟ เชื่อกันว่าจะทำให้สายสะดือทารกแห้งเร็ว  เมื่อครบ 3 วัน บิดาจะนำหม้อรกไปฝังซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ทำพิธีตั้งชื่อเด็ก  ในการฝังรกต้องกำหนดที่ฝั่งโดยดูว่าเด็กเกิดวันใด จะต้องฝังรกไว้ที่ใด เพราะถือว่าจะเกิดสิริมงคลแก่เด็ก หลังจากบิดาฝังรกเสร็จแล้วขากลับบ้านจะต้องเก็บพืชไร่  พืชผลติดมือมาด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่าเมื่อเด็กโตจะได้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สิน เป็นคนขยัน และรู้จักทำมาหากิน

 

3.  การตั้งชื่อทำขวัญ  เมื่อบุตรนอนอยู่ในกระด้งครบ 3 วัน  บิดามารดาก็จะมีพิธีบายศรีปากชามทำขวัญ และยกบุตรจากกระด้งเพื่อเอาลงนอนเปล  ซึ่งภายในเปลจะมีถุงใส่ข้าวตอก ข้าวเปลือก ถั่วเขียว งา และเมล็ดฝ้ายอย่างละหนึ่งกำมือ มีหินบดสำหรับแม่และลูก และมีฟักเขียวหนึ่งลูก  จากนั้นจึงอาบน้ำทาแป้งเด็กให้ขาวแล้วเอานอนเปล  ถ้าเป็นเด็กชายจะใส่สมุดดินสอลงไป  แต่ถ้าเป็นหญิงก็จะใส่เข็มใส่ด้าย  จากนั้นจึงทำพิธีเวียนเทียนจนครบ  3 รอบ  แล้วเอาสายสิญจน์ปัดเคราะห์โศก โรคภัย  ออกไปทางปลายมือข้างละ  3 ที  แล้วจึงนำสายสิญจน์ใหม่ผูกข้อมือเด็ก  เอากระแจจันทน์เจิมที่หน้าผากแล้วอวยพรหลั่งน้ำมนต์ลงในเปล  เอาใบมะตูมวางลงในเปลแล้วเจิมที่หัวนอน  นำถุงต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ลงเปลทั้งสองข้าง  เอาหินบดวางไว้ข้างหนึ่ง เอาฟักวางไว้อีกข้างหนึ่ง จากนั้นนำแมวที่ตกแต่งสวยงามวางลงในเปล สิ่งของที่วางในเปลล้วนมีความหมายทั้งสิ้น  เช่น  ต้องการให้เด็กเจริญงอกงามเหมือนถั่ว ให้เนื้อเย็นเหมือนฟัก ให้หนักเหมือนหิน และให้รู้อยู่รู้กินเหมือนแมว  เป็นต้น  พิธีนำเด็กลงเปลนี้มักนิยมทำพร้อมกับการตั้งชื่อ  โดยดูจากวันเดือนปีเกิด และเวลาตกฟาก  แล้วนำมาผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์ เพื่อจะตั้งชื่อให้เป็นสิริมงคลต่อไป


This entry was posted on วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 28th, 2009 at 3:18 pm and is filed under ความเชื่อเกี่ยวกับมะขาม. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.
 

Comments are closed.





 

;